สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


พ.ตรัสรู้อะไร,รู้อย่างไร,สอนอะไร,สอนอย่างไร

...
| อ่าน 19 | ตอบ 28
ขนาดตัวอักษร




คำนำ (จากหนังสือเล่มนี้)

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรมหรือคำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติหรือหลายแง่มุม  สุดแต่จะสนใจ  หรือสุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือจะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งทีจะทำให้เราเขาใจหรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล    หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะชวยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เนืองจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเทาทีสติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 08:37:23

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

คำว่า  "ตรัสรู้"  เราแปลมาจากคำว่า "สัมมาสัมพุทโธ"  หรือ "สัมมาสัมโพธิ"  ซึ่งมีความหมายว่า "รู้เองโดยชอบ"  ซึ่งก็มีความหมายอีกขั้นหนึ่งว่า  "รู้ถูกต้องตามเป็นจริง"   ฉะนั้น  สิ่งที่เราน่าวิเคราะห์ในคำว่า ตรัสรู้  ของพระพุทธเจ้าก็คือ


พระพุทธเจ้ารู้อะไร ?
พระพุทธเจ้ารู้อย่างไร ?


มีพระสูตรหลายสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนว่า  พระองค์รู้อะไร  หรือว่า   สิ่งที่พระองค์รู้แล้วทำให้พระองค์ประกาศตนว่าเป็น "พุทธะ"   นั้นคืออะไร  กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ   ความจริงที่พระองค์รู้หรือตรัสรู้นั้นคือะไร ?


ในธรรมนิยามสูตร (หรืออุปปาทสูตร)  พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ว่า


พระองค์จะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม  ธาตุ  (คือสิ่งที่มีที่เป็นตามสภาพของมัน)  ก็มีอยู่แล้ว มีอยู่เป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน มีความเป็นไปอย่างแน่นอนตามธรรมชาติของมัน  นั่นคือ


สังขาร (คือสิ่งที่ปรุงแต่งหรือสิ่งผสม)  ทั้งปวงล้วนเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง)   ล้วนไม่คงที่  (ทุกขัง)  ธรรม  (คือสิ่งทั้งปวงทั้งที่เป็นสิ่งปรุงแต่งและสิ่งที่ไม่ปรุงแต่ง)    ล้วนเป็นอนัตตา  พระตถาคตรัสรู้ความจริงดังกล่าวนั้นแล้ว   จึงบอกให้รู้  แสดงให้เห็น   ตั้งไว้เป็นกฎ  กำหนดเป็นหัวข้อ  เปิดเผยให้แจ้ง  จำแนกให้ละเอียด  ทำให้เข้าใจง่าย  (องฺ.ติก.20/576/368) 


ใจความของพระสูตรนี้ก็คือ  สิ่งที่มีอยู่ซึ่งพุทธศาสนาเรียกรวมๆว่า ธาตุ นั้น   ไม่ว่าจะมีใครรู้หรือไม่รู้จักมัน  มันก็มีอยุ่ตามธรรมดาธรรมชาติของมันอย่างนั้น  คือ  มีอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้คนพบความมีอยู่ของธาตุเหล่านั้น  แล้วจึงทรงนำมาบอกมาสอนตามที่ทรงรู้เห็นเท่านั้น


เพราะฉะนั้น  หากถามว่า  พระพุทธเจ้าตรัสรู้ หรือว่ารู้อะไร  คำตอบก็คือ  ทรงรู้สิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน  สิ่งที่มีอยู่แล้วนั้น พระพุทธศาสนาเรียกรวมๆว่า ธาตุ   ซึ่งมีความหมายว่า   "สิ่งที่ทรงภาวะของตนไว้"  ธาตุหรือสิ่งที่มีอยู่ดังกล่าว หากจำแนกออกไปก็มี  ๒  อย่าง  คือ  รูปธาตุ กับ อรูปธาตุ


รูปธาตุ  คือ ธาตุที่เป็นสสาร
อรูปธาตุ คือ ธาตุที่เป็นอสสาร


ธาตุทั้งสองอย่าง ยังจำแนกออกไปได้อีกมากมายหลายลักษณะ  ดังที่พุทธศาสนาเรียกว่านานาธาตุ  เอนกธาตุ  (องฺ.ทสก.24/21/35)  หรือ  ธาตุนานัตตะ  (สํ.สฬา. 18/54/350)  แต่จะไม่กล่าวถึงรายละเอียดในที่นี้


สิ่งที่เป็นธาตุทุกชนิดมีลักษณะร่วมคือมิใช่สัตว์  มิใช่ชีวิต ว่าง่จากอัตตา   (นิสฺสตฺโต  นิชฺชีโว  สุญฺโญ)  และเป็นกลาง  กล่าวง่ายๆ ก็คือ  ยังไม่เป็นอะไร  แต่เมื่อธาตุเหล่านั้นมาประกอบกันหรือมารวมกันในลักษณะต่างๆ  ดังที่เรียกว่า สังขาร.  กาย. ขันธ์   จึงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งต่างๆ  ขึ้น   ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิตที่พุทธศาสนาเรียกว่า อุปาทินกสังขาร  และ อนุปาทินกสังขาร





แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 09:57:27
...
ความคิดเห็นที่ 2
ประเด็นต่อไปก็คือสิ่งที่มีอยู่ (ธาตุ)  เหล่านั้น   มีอยู่อย่างไร   พระพุทธองค์ก็ทรงรู้หรือทรงค้นพบว่า   สิ่งที่มีอยู่เหล่านั้น  ทั้งที่เป็นรูปธาตุ และอรูปธาตุ  มีอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า  ธรรมฐิติ  ธรรมนิยาม


ธรรมฐิติ  คือ มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดา   หรือ  ตามธรรมชาติของมันเองไม่มีใครสร้างหรือควบคุม
ธรรมนิยาม  คือ มีความแน่นอนในความเป็นไป  หรือมีความเป็นไปอย่างแน่นอนตามธรรมชาติของมันเองไม่มีใครคอยกำกับควบคุม


สภาวะที่เรียกว่า ธรรมฐิติ  ธรรมนิยามนั้นคืออย่างไร?    พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงว่าได้แก่ลักษณะที่เรียกว่า  สามัญญลักษณะ  หรือ ไตรลักษณ์ คือ  


อนิจจัง   ไม่เที่ยงหรือเปลี่ยนแปลง
ทุกขัง   ไม่คงที่ หรือไม่คงอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งตลอดไป
อนัตตา  เพราะเป็นอนิจจังและทุกขัง  จึงมิใช่อัตตาหรือไม่มีอยู่อย่างอัตตา (เที่ยง  นิ่ง  คงที่) 


กล่าวโดยสรุปก็คือ  การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น  เป็นการเห็นหรือพบความจริงตามที่มีอยู่แล้ว   แต่การเห็นหรือการพบของพระองค์นั้น  ทรงเห็นด้วย  "ตาใจ"  ที่เรียกว่า "ญาณ"   การเห็นลักษณะนี้  พุทธศาสนาเรียกว่า  "ญาณทัสสนะ"   คือเห็นด้วยญาณ  และการเห็นด้วยญาณเท่านั้น  จึงเป็นการเห็นอย่างถูกต้องตามจริง  ฉะนั้น  พระพุทธศาสนาจึงเรียกการเห็นในลักษณะนี้ให้ัดเจนลงไปว่า "ยถาภูตญาณทัสสนะ"   ซึ่งแปลว่า  "การเห็นด้วยญาณตามที่มีที่เป็น"  โดยใจความก็คือการเห็นด้วยญาณตามจริง






แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 10:11:23
...
ความคิดเห็นที่ 3
ในอีกพระสูตรหนึ่ง   ได้ทรงแสดงไว้ว่า   สภาวะที่เรียกว่า  ธรรมฐิติ  ธรรมนิยาม  นั้นก็คือ ขบวนการของอิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง (สํ.นิ.16/61/30)  


สภาวะที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา  หรือ ปฏิจจสมุปบาท  ก็คือ กระบวนการของธรรมชาติที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น  และอิงอาศัยกันดับไป  โดยใจความก็คือ  สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกันทั้งในการเกิดขึ้น และในการดับหรือสลายไป    พระพุทธองค์ได้ทรงสรุปกระบวนการดังกล่าวนี้  ลงเป็นหลักการสั้นๆว่า  


เพราะสิ่งนี้มี  สิ่งนี่้จึงมี
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เพราะสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนี้จึงไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้จึงดับ  (สํ.นิ.16/64/33)


หลักการดังกล่าวนี้เอง  ที่ทรงเรียกว่า "อิทัปปัจจยตา"   ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท


เพื่อให้เห็นตัวอย่างของกระบวนการอิทัปปัจจยตา  หรือ ปฏิจจสมุปบาท  ชัดเจน   พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงกระบวนการของชีวิตมนุษย์ให้เห็นเป็นตัวอย่าง  คือ  


มีชรามรณะ  ก็เพราะมีชาติ
มีชาติ    ก็เพราะมีภพ
มีภพ    ก็เพราะมีอุปาทาน
มีอุปาทาน   ก็เพราะมีตัณหา
มีตัณหา   ก็เพราะมีเวทนา
มีเวทนา   ก็เพราะมีผัสสะ
มีผัสสะ    ก็เพราะมีสฬายตนะ
มีสฬายตนะ   ก็เพราะมีนามรูป
มีนามรูป    ก็เพราะวิญญาณ
มีวิญญาณ  ก็เพราะมีสังขาร
มีสังขาร      ก็เพราะมีอวิชชา


นี้เป็นกระบวนการเกิดขึ้นของชีวิต  กระบวนการดับของชีวิต ก็ตรงกันข้าม  คือ   ชรามรณะดับ ก็เพราะชาติดับ  ชาติดับ ก็เพราะภาพดับ  ฯลฯ  (ม.มู.12/447/480)


และกระบวนการของชีวิตมนุษย์นั้น  กล่าวโดยสรุปก็คือกระบวนการเกิด  และดับ  ของทุกข์นั่นเอง  การะบวนการนี้  เป็นสิ่งจริงแท้  ไม่คลาดเคลื่อนไม่เป็นอย่างอื่น  เป็นมูลเหตุอันแน่นอนในธาตุนั้น  (ตถตา  อวิตถตา  อนญฺญถตา  อิทปฺปจฺจยตา)  (สํ.นิ.16/61/31)


ผู้เห็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทดังกล่าวแล้ว     ย่อมไม่สงสัยเกี่ยวกับที่สุดส่วนอดีต  ที่สุดส่วนอนาคต  และปัจจุบันที่เป็นอยู่
แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 10:32:22
...
ความคิดเห็นที่ 4
การตรัสรู้ดังกล่าวนี้    มีลักษณะเป็นสากล   คือ เป็นลักษณะของผู้รู้จริงทั้งปวงไม่ว่าผู้รู้จริงนั้นจะเป็นใครร  ทั้งในอดีตในอนาคต และในปัจจุบัน   ย่อมรู้ตรงกัน และรู้เรื่องเดียวกัน   คือ  อริยสัจสี่ (สํ.มหา.19/1704/543)  และเรื่องอริยสัจสี่ โดยใจความก็คือกระบวนการของเหตุ และผล  กล่าวคือ  


ทุกข์  (ผล)  มี   ก็เพราะมีสมุทัย (เหตุ)
นิโรธ  (ผล)  มี  ก็เพราะมีมรรค  (เหตุ)


หรือ  


ทุกข์มี  ก็เพราะมีตัณหา  (สมุทัย)  
ทุกข์ดับ  (นิโรธ)  ก็เพราะตัณหาดับ  (ละได้ด้วยมรรค) 


ฉะนั้น  หลักการของอริยสัจสี่  ก็คือกระบวนการของอิทัปปัจจยตา  หรือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง   อริยสัจสี่ จึงเป็นรูปย่อของปฏิจจสมุปบาท  เนื้อหาของอริยสัจสี่  ก็เป็นเรื่องเดียวกับปฏิจจสมุปบาท คือ แสดงถึงกระบวนการเกิดของทุกข์  ซึ่งเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด  (สมุทัยวาร)    และกระบวนการดับของทุกข์  ซึ่งเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทสายดับ  (นิโรธวาร)   โดยสรุป   กระบวนการดังกล่าว ลงได้เป็นหลักการย่อ ๆ  คือ  


ทุกข์มี  เพราะมีสมุทัย
นิโรธมี  เพราะมีมรรค


การตรัสรู้มีลักษณะเป็นสากลดังกล่าวแล้ว   พระพุทธองค์จึงตรัสว่า   พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เรื่องเดียวกัน และตรัสรู้ด้วยวิธีการเดียวกัน    คือ  การปฏิบัติตามมรรค ๘   หรือ มัชฌิมาปฏิปทา  ฉะนั้น   พระองค์จึงเปรียบเทียบการตรัสรู้ของพระองค์ว่าเหมือนการเดินไปตามหนทางเก่าที่พระเจ้าในอดี่ตได้เดินมาแล้ว และเมื่อพระองค์เดินไปตามทางนั้น   จึงได้เห็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทว่า ชรามรณะ เกิดขึ้นได้อย่างไร  เหมือนเห็นซากเมืองโบราณที่เรียงรายไปตามทางสายเก่านั้น ฉะนั้น  (นครสูตร - สํ.นิ.16/253/128)


ข้อควรเข้าใจไว้ในตอนนี้ก็คือ  อริยสัจสี่ ก็ดี  ปฏิจจสมุปาบาท ก็ดี  ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น  เป็นความจริงที่มีอยู่แล้ว  (คือ เป็นธาตุประเภทธรรมธาตุ)  และ มีอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า  ธรรมฐิติ  ธรรมนิยาม  อิทัปปัจจยตา นั่นเอง
แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 11:03:47
...
ความคิดเห็นที่ 5
ในโรหิตัสสสูตรพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า


ก็ถ้าหากเราไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว  ก็จะไม่กล่าวถึงการทำที่สุดทุกข์  ก็แต่ว่าเราบัญญัติโลก  เหตุให้เกิดโลก  การดับของโลก  และทางให้ถึงความดับโลกในเรือนร่าง  มีประมาณวาหนึ่ง  มีสัญญาและมีใจครองนี้ (สํ.สคา.15/298/89)


ใจความของพุทธพจน์นี้  ก็คือ  พระองค์ทรงบรรลุถึงที่สุดโลก   คือ รู้จบโลก   อันได้แก่ ร่างกายอันมีสัญญาและใจครองนี้  จึงได้ชื่อว่าถึงที่สุดทุกข์  หรือพ้นทุกข์


และในอัสสาทสูตรที่หนึ่งได้ตรัสแสดงให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า


เรายังไม่รู้ยิ่ง   ซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ  โทษโดยความเป็นโทษ และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕  เหล่านี้   ตามความเป็นจริงอย่างนี้เพียงใด  เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ... เพียงนั้น  (สํ.ขนฺธ.17/60/35)


ใจความของพุทธพจน์ใน  ๒  พระสูตรนี้ก็คือ  พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ความจริงของขันธ์  ๕  หรือ ความจริงของชีวิตนั่นเอง   และขันธ์ ๕  หรือ ชีวิตนั่นเอง คือ เนื้อหาของอริยสัจสี่   ดังที่ทรงสรุปไว้ว่า   โดยสังเขป อุปาทานขันธ์  ๕  คือ ทุกข์  (สงฺขิตฺเตน  ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา  ทุกฺขา -  วิ.มหา.4/14/19)  
...
ความคิดเห็นที่ 6
ความจริง หรือสิ่งที่มี  ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้หรือทรงค้นพบนั้น  นอกจากอริยสัจสี่ ปฏิจจสมุปบาท  ไตรลักษณะ  แล้วยังทรงพบเห็นความจริงอีกมากมาย   ทรงสรุปไว้เป็นประเภทหรือเรื่องสำคัญๆ ๑๐ ประเภท  คือ 


๑.ฐานาฐานญาณ     รู้ว่าอะไรเป็นไปได้อะไรเป็นไปไม่ได้
๒.วิปากญาณ          รู้ว่ากรรมอะไรมีผลอย่างไร
๓.ปฏิปทาญาณ       รู้แนวปฏิบัติที่จะนำไปสู่ภพภูมิต่างๆ
๔.นานธาตุญาณ      รู้ว่าในจักรวาลนี้มีธาตุต่างๆมากมาย
๕.นานาธิมุตติกญาณ   รู้แนวโน้มของจิตใจมนุษย์ว่ามีมากมายหลายอย่าง
๖.อินทรียปริโยปริยัติญาณ     รู้ความบกพร่องสมบูรณ์ทางสติปัญญาของคน
๗.วุฏฐานญาณ       รู้วิธีปฏิบัติเพื่อออกจากกิเลส
๘.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ    รู้ระลึกชาติในอดีตของตนเอง
๙.จุตูปปาตญาณ    รู้การเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลาย
๑๐.อาสวักขยญาณ   รู้ความหมดจดกิเลสของตน


(องฺ.ทสก.24/21/34) 


ความรู้ทั้ง  ๑๐ อย่างนี้   กล่าวโดยสรุปก็มี  ๓ ลักษณะ  คือ  


- สิ่งที่มีก็รู้ว่ามี  สิ่งที่ไม่มีก็รู้ว่าไม่มี
- สิ่งที่เลวก็ว่าเลว  สิ่งที่ดีก็รู้ว่าดี
- สิ่งที่ยังมียิ่งกว่า ก็รู้ว่ายังมีที่ยิ่งกว่า  สิ่งที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีอะไรยิ่งกว่า


(องฺ.ทสก.24/22/39) 


บรรดาสิ่งทั้งหลายที่ทรงรู้นั้น  ก็สรุปได้เป็น  ๓  ลักษณะ  คือ 


- บางสิ่งเป็นสิ่งควรรู้  ก็ทรงรู้แล้ว  (ญาตยฺยํ   ญาสฺสนติ)
- บางสิ่งเป็นสิ่งที่ควรเห็น ก็ทรงเห็นแล้ว  (ทฏฺฐยฺยํ  ทุกฺขติ)
- บางสิ่งเป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง  ก็ทรงทำให้แจ้งแล้ว  (สจฺฉิกตยฺยํ  สจฺฉิ)


และทรงสรุปว่า  บรรดาความรู้   หรือญาณทั้งหลายนั้น  ยถาภูตญาณ  คือ  ความรู้ตามจริง   ถือว่ายอดเยี่ยม (องฺ.ทสก.24/22/39)  

...
ความคิดเห็นที่ 7
 สรุปได้ว่า   หากกล่าวในภาพรวมหรือในความหมายที่ครอบคลุม  พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่แล้ว  ดังทรงแสดงไว้ในธรรมนิยามสูตร  
หากกล่าวในภาพเล็กหรือในความหมายที่เป็นความมุ่งหมายเฉพาะ   พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจสี่   เพราะการรู้ความจริงคืออริยสัจสี่อันเป็นความจริงของชีวิตเท่านั้นที่ทำให้ตรัสรู้  คือ  ถึงภาวะรู้แจ้งรู้จริงพร้อมกับความสิ้นไปของกิเลสทั้งปวง   ดังทรงแสดงไว้ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร   
...
ความคิดเห็นที่ 8

...
ความคิดเห็นที่ 9
พระพุทธเจ้ารู้อย่างไร ?


ประเด็นต่อมาในเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็คือ  ทรงรู้อย่างไร ?  วิธีการรู้หรือกระบวนหรือกระบวนการตรัสรู้ของพระองค์นั้น  พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเล่าไว้หลายพระสูตร  เช่น  ในโพธิราชกุมารสูตร   ได้ทรงเล่าถึงความดำริตั้งแต่เริ่มแรกของพระองค์ว่าทรงดำริอย่างไร  จึงทรงออกบวช  จนกระทั่งถึงได้ตรัสรู้แล้วแสดงปฐมเทศนา  คือเริ่มประกาสพระศาสนา   ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า  


๑.เริ่มแรกพระพุทธเจ้าก็ทรงมีแนวคิดว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น  ไม่อาจได้มาด้วยความสุข  แต่ต้องได้มาด้วยความทุกข์   แสดงว่าขณะนั้นพระองค์ก็มีแนวคิดไปในทางลัทธิอัตตกิลมถานุโยค   ซึ่งเป็นลัทธิที่นิยมแพร่หลายอยู่ในยุคนั้น


๒.สิ่งที่พระองค์ต้องการค้นหาในขณะนั้น  ก็คือ  อะไรคือความดี  หรือสิ่งที่ดี  (กึ กุศล) พร้อมทั้งค้นหาว่า อะไรคือ  อนุตรสันติวรบท  อันได้แก่วิธีการหรือแนวปฏิบัติอันยอดเยี่ยมที่จะนำไปสู่สันติ  คือ บรมสุข


 ๓.ด้วยพระดำริดังกล่าวแล้ว  จึงตัดสินใจออกบวช  และเริ่มต้นการแสวงหาโดยการเริ่มศึกษาลัทธิวิธีของบรรดาเจ้าลัทธิที่สำคัญๆ  ในยุคนั้นก่อน   มีอาฬารดาบส และอุทกดาบส เป็นต้น   แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พบสิ่งที่พระองค์พยายามค้นหา คือ  กึ กุศล 


๔.จากนั้น  จึงพยายามค้นหาด้วยวิธีการของพระองค์เอง  คือ ด้วยวิธีการทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ (ทุกรกิริยา)  ซึ่งเป็นแนวทางที่พระองค์เคยคิดมาแต่เริ่มแรกแล้ว    จึงได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า  การทรมานตนนั้นไม่ทำให้บรรลุความดีอะไร  จึงเลิกวิธีการแบบอัตตกิลมถานุโยค


๕.จากนั้น  ทรงเริ่มบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเป็นปกติแล้ว เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรทางจิต  คือ  การบำเพ็ญสมาธิภาวนา  จนบรรลุฌาน  ๔


๖. เมื่อจิตสงบ เป็นสมาธิ  ปราศจากกิเลสใสสะอาดแล้ว จึงทรงน้อมจิตไปรู้สิ่งที่พระองค์ประสงค์จะรู้  คือ  


เรื่องแรกที่น้อมจิตไปรู้  คือ อดีตชาติของพระองค์เอง  เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ


เรื่องที่สองที่น้อมจิตไปรู้  คือ  การเกิดการตายของสัตว์อื่น  เรียกว่า  จุตูปปาตญาณ


เรื่องที่สามที่น้อมจิตไปรู้  คือ อริยสัจสี่  เมื่อทรงเห็นอริยสัจสี่แล้ว  ก็เห็นว่า  จิตของพระองค์บริสุทธิ์หลุดพ้ันจากอาสวะทั้งปวง คือ กามาสวะ  ภาวาสวะ  อวิชชาสวะ  เรียกว่า อาสวักขยญาณ


จากข้อความในพระสูตรนี้   แสดงให้เห็นกระบวนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่าประกอบด้วยขั้นตอน   ดังนี้


- ร่างกายมีกำลัง
- สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
- จิตสงบ เป็นสมาธิ
- จิตบริสุทธิ์ ผ่องใส
- เกิดพลังรู้ คือ ญาณ
- เห็นสิ่งที่ต้องการเห็นด้วยญาณ
- เห็นทุกสิ่งตามจริงแล้ว จิตพ้นจากกิเลส
- เมื่อจิตพ้นแล้ว  ก็รู้ว่าพ้นแล้ว
- เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าสิ้นชาติ  (ม.ม.13/505-508/458)
แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 17:52:07
...
ความคิดเห็นที่ 10
ลักษณะการรู้ด้วยญาณนั้น  มิใช่ส่งจิตออกไปรู้  หรือ คิดเอา หรือว่าเป็นการเข้าใจด้วยการคิด  แต่ความจริง  หรือสิ่งที่ต้องการรู้   ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า "ธรรม"  นั้นมาปรากฏต่อจิต  ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายไว้ในบางพระสูตรว่า "สมาหิเต  จิตฺเต  ธมฺมา  ปาตุภวนฺติ"   ความว่า  เมื่อจิตสงบ ความจริงย่อมปรากฏ  หรือว่า ความจริงย่อมปรากฏในจิตที่สงบ  (สํ.สฬา. 18/144/98)
...
ความคิดเห็นที่ 11
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า   องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ปฏิบัติบรรลุผล  คือ ความหลุดพ้น  มี  ๕ อย่าง  คือ


๑.ศรัทธาถูกต้อง
๒.สุขภาพสมบูรณ์
๓.ไม่โอ้อวดมายา
๔.เพียรพยายาม
๕.มีปัญญาในธรรม


หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้   แม้จะมีผู้สอนดีแค่ไหน  ก็ไม่ประสบความสำเร็จ คือ ไม่บรรลุผลสูงสุดตามที่มุ่งหวัง


หากประกอบด้วยองค์ประกอบเหล่านี้พร้อม และได้ผู้แนะนำสั่งสอนที่ดี   ย่อมประสบความสำเร็จ  ในกรณีของพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์ยืนยันว่า  อย่างช้าไม่เกิน ๗  ปี  และอย่างเร็วภายในเวลาเช้าชั่วค่ำ  (ม.ม.13/518/472)
...
ความคิดเห็นที่ 12

...
ความคิดเห็นที่ 13
พระพุทธเจ้าสอนอะไร ?


พระสูตรที่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรเป็นครั้งแรก  ก็คือ  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (สํ.ม.19/1664/528)  อันเป็นปฐมเทศนานั่นเอง  ในพระสูตรนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนาไว้ครบถ้วน  สิ่งที่พระพุทธองค์แสดงไว้ในพระสูตรนี่้  ก็คือ 


๑.ทรงชี้ให้เห็นว่า บรรดาลัทธิวิธีที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ทั่วไปในอินเดียยุคนั้น   ซึ่งมีมากมาย สรุปได้เป็น  ๒  กลุ่ม หรือ ๒ แนวทาง คือ  


- กามสุขัลลิกานุโยค   การปฏิบัติที่พัวพันอยู่กับกามสุข
- อัตตกิลมถานุโยค     การปฏิบัติที่เป็นการทรมานตนให้ลำบาก


ลัทธิวิธีทั้ง ๒  นี้  เป็นวิธีการที่ผิด   โดยทรงชี้ให้เห็นว่า  วิธีแรกนั้นเป็นของต่ำทราม  เป็นเรื่องของชาวบ้าน  ของคนมีกิเลสหนา  ไม่ประเสริฐ  และไร้ประโยชน์    
ส่วนวิธีที่ ๒  นั้น  เป็นการทำตนให้ลำบากเปล่า   ไม่ประเสริฐ และไร้ประโยชน์


๒.ทรงประกาศวิธีการใหม่ที่ค้นพบด้วยตนเอง ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา   ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ  ๘ ประการ   ที่เรียกว่า  มรรคมีองค์ ๘  คือ สัมมาทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ  ซึ่งสรุปลงในหลักการสำคัญ ๓ ประการ  คือ  


- สีลสิกขา
- จิตตสิกขา
- ปัญญาสิกขา  (ม.มู.12/508/549) 


มัชฌิมาปฏิปทา เป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดจักษุ  ญาณ  อภิญญา  สัมโพธะ  และนิพพาน  เป็นที่สุด


๓.ทรงแสดงว่า การปฏิบัติตามแนวทางของมัชฌิมาปฏิปทา ทำให้พระองค์รู้อริยสัจสี่   อันเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากใครมาก่อน  ความจริงที่รู้ที่เรียกว่า  อริยสัจนั้น  ก็คือ


- ทุกข์  
- เหตุให้เกิดทุกข์
- ความดับทุกข์
- วิธีการที่นำไปสู่ความดับทุกข์

สาระสำคัญของอริยสัจทั้งสี่ข้อ  ก็คือ   เรื่องทุกข์  และเรื่องทุกข์ทั้งหมดนั้น  โดยสรุปก็คือ   อุปาทานขันธ์  หรือ  ชีวิต   ฉะนั้น  เรื่องอริยสัจสี่   ก็คือ  เรื่องความจริงของชีวิตนั่นเอง


๔. การรู้อริยสัจสี่นั้น  คือ  การเกิดจักษุ  ญาณ  ปัญญา  วิชชา  อาโลกะขึ้นในความจริงเหล่านั้น  ใน  ๓  ลักษณะ  คือ  


๑) รู้สภาวะหรือตัวความจริงแต่ละอย่างว่า คือ อะไร  เรียกว่า สัจจญาณ  
๒) รู้หน้าที่  คือ  รู้ว่าจะต้องปฏิบัติต่อความจริงแต่ละอย่างนั้นอย่างไร  เรียกว่า  กิจจญาณ
๓) รู้เชิงประเมินหรือตรวจสอบ คือ  รู้ว่าสิ่งควรรู้และควรทำใน ๒ ข้อแรกนั้น ได้กระทำเรียบร้อยแล้วหรือยัง   เรียกว่า  กตญาณ  










แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 18:38:49
...
ความคิดเห็นที่ 14
@ ลักษณะของสัจจญาณ  คือ  
รู้ว่า  
- ทุกข์คือ ชาติชรามรณะ  =  ชีวิต
- เหตุให้เกิดทุกข์คือ ตัณหา
- ความดับทุกข์ คือ ตัณหาดับไม่เหลือ
- วิธีการที่นำไปสู่ความดับทุกข์คือ มรรค  มีองค์ ๘


@ ลักษณะของกิจจญาณ  คือ 
รู้ว่า
- ทุกข์ เป็นสิ่งควรรู้
- ตัณหา เป็นสิ่งควรละ
- นิโรธ เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง
- มรรค เป็นสิ่งควรทำให้สมบูรณ์


@ ลักษณะของกตญาณ  คือ 
รู้ว่า 
- ทุกข์  รู้แล้ว
- ตัณหา ละแล้ว
- นิโรธ ทำให้แจ้งแล้ว
- มรรค ทำให้สมบูรณ์แล้ว


และญาณทั้ง ๓  นี้  รวมเรียกว่า  ยถาภูตญาณ  (ยถาภูตํ  ญาณทสฺสนํ)  








แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 18:49:52
...
ความคิดเห็นที่ 15
๕.หลังจากเกิดญาณทั้ง  ๓ แล้ว  พระพุทธองค์จึงทรงประกาศตนว่า  ได้ตรัสรู้แล้ว (อภิสมฺพุทฺโธ)  สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น   กล่าวโดยสรุป ก็คือ 


๑.หลักความจริง  คือ อริยสัจสี่
๒.หลักความรู้  คือ ญาณ ๓  
๓.หลักปฏิบัติ คือ มัชฌิมาปฏิปทา
๔.เป้าหมายของการปฏิบัติ คือ ปัญญา  (จักษุ ญาณ อภิญญา สัมโพธะ)  และนิพพาน 
...
ความคิดเห็นที่ 16
ในอภยราชกุมารสูตร   พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า  ทรงสอนอะไรและไม่ทรงสอนอะไร  เพราะเหตุไร  โดยทรงแจกแจงไว้  ดังนี้


๑.สิ่งไม่จริง  ไม่แท้  ไม่มีประโยชน์  ไม่เป็นที่รัก   ไม่เป็นที่พอใจของคน  ไม่ทรงสอน
๒.สิ่งจริง  แท้ แต่ไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคน ไม่ทรงสอน
๓.สิ่งจริง  แท้  มีประโยชน์  แม้ไม่เป็นที่รัก  ไม่เป็นที่พอใจของคน  ทรงรู้จักเวลาสอน
๔.สิ่งไม่จริง  ไม่แท้  ไม่มีประโยชน์  แม้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคน  ไม่ทรงสอน
๕.สิ่งจริง แท้  แต่ไม่มีประโยชน์ แม้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของคน  ไม่ทรงสอน
๖.สิ่งจริง แท้  มีประโยชน์ เป็นที่รัก  เป็นที่พอใจของคน  ทรงรู้จักเวลาสอน


จากเนื้อความในพระสูตรนี้   สรุปได้ว่า   สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน  คือ  


- จริง  
- มีประโยชน์
- เหมาะสมแก่กาละเทศะ


ส่วนคนจะพอใจหรือไม่พอใจนั้น  ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  และจากเนื้อความในพระสูตรนี้  ยังให้นัยแก่เราอีกประการหนึ่ง  คือ  สิ่งที่จริงนั้น  ไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์เสมอไป   ความจริงบางอย่างกไม่มีประโยชน์ กล่าวคืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือ  ความจริงกับความมีประโยชน์เป็นคนละอย่างกัน


ในทำนองเดียวกัน  ความพอใจ กับ ความจริงก็เป็นคนละเรื่องกัน   และความพอใจ กับ ความมีประโยชน์ก็เป็นคนละเรื่องกัน
...
ความคิดเห็นที่ 17
ส่วนสิ่งที่ไม่จริงนั้น  พระพุทธเจ้าทรงชี้ลงไปประเด็นเดียว  คือ ไม่มีประโยชน์


@ไม่จริง - ไม่มีประโยชน์  
คนไม่ชอบ  -  คนชอบ   ไม่สอน


@จริง  ไม่มีประโยชน์  
คนไม่ชอบ  - คนชอบ    ไม่สอน


- จริง  มีประโยชน์   
คนไม่ชอบ  -  คนชอบ     รู้เวลาสอน









...
ความคิดเห็นที่ 18
ในจูฬมาลุงโกยวาทสูตร  พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเรื่องที่พระองค์ทรงสอนและไม่ทรงสอนเป็น ๒  อย่าง   เรียกว่า  เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์  และเรื่องที่ทรงพยากรณ์


เรื่องที่ไม่พยากรณ์  คือ  ไม่ทรงสอนได้แก่  เรื่อง


เรื่องโลก
โลกเที่ยง
โลกไม่เที่ยง
โลกมีที่สุด
โลกไม่มีที่สุด


เรื่องอัตตา
ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน
ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน


เรื่องตายเกิด-ตายสูญ
สัตว์ตายแล้ว  คงมีอยู่
สัตว์ตายแล้ว  ไม่มีอยู่
สัตว์ตายแล้ว  มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี
สัตว์ตายแล้ว  มีอยู่ก็ไม่ใช่  ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่


เรื่องเหล่านี้  รวมเรียกว่า  อัพยากตปัญหา  คือ ปัญหาที่ไม่พยากรณ์  เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์  ไม่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์  ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน  วิราคะ  นิโรธ  อุปสมะ  อภิญญา  สัมโพธะ และนิพพาน









...
ความคิดเห็นที่ 19
เรื่องที่ทรงพยากรณ์   คือ ทรงสอนได้แก่   เรื่องอริยสัจสี่   เพราะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์  ฯลฯ  เป็นไปเพื่อนิพพาน


ทั้งนี้   เพราะทรงมองชีวิตว่าเป็นเสมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ  จะมัวโอ้เอ้อยู่กับเรื่องอื่นๆ  ที่ไร้สาระไม่ได้  ควรจะต้องรีบหาทางถอนลูกศรอาบยาพิษนั้นออกให้เร็วที่สุด  และวิธีที่จะถอนลูกศรดังกล่าวนั้นได้ ก็คือ  วิธีการแบบอริยสัจสี่นั่นเอง (ม.ม.13/150-2/147)


ตามเนื้อความในพระสูตรนี้  เรื่องที่พระพุทธศาสนา หรือพระพุทธเจ้าสอน  ก็คือ  หลักการเพื่อถอนทุกข์หรือแก้ทุกข์ของชีวิตเท่านั้น


ฉะนั้น   ในอลคัททูปมสูตร  พระพุทธองค์  จึงตรัสสรุปไว้ว่า  เรื่องที่พระองค์สอนนั้น มีเรื่องเดียว  คือ เรื่องทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น (ทุกฺขญฺเจว  ปญฺญาเปมิ  ทุกฺขสฺส  จ  นิโรธํ)  


และในพระสูตรเดียวกันนี้   ได้ตรัสไว้ว่า   ธรรมทีทรงสอนนั้น  เปรียบเหมือนแพอาศัยข้ามฟาก   เมื่อข้ามฟากได้แล้วก็ไม่ต้องแบกเอาแพไปด้วย  ควรจอดไว้ในน้ำหรือยกวางไว้บนบกแล้วก็เดินทางต่อไปโดยไม่มีกังวลใดๆ   ซึ่งมีความหมายว่า  ธรรม คือ อุปกรณ์เพื่อการบรรลุเป้าหมายของชีวิต  เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว   เราจึงไม่ควรแบกเอาอุปกรณ์เหล่านั้นไว้อีก   เพราะฉะนั้น  พระพุทธศาสนาจึงสอนว่า ผู้บรรลุเป้าหมายสูงสุดแล้ว  ย่อมไม่ยึดติดสิ่งใดทั้งที่เป็นธรรม และอธรรม


และได้ทรงแนะนำไว้ด้วยว่า   ผู้ที่ศึกษาธรรม  เพื่อให้ได้ประโยชน์จากธรรม  ต้องพิจารณาาไตร่ตรองเนื้อหาหรือความหมายของธรรมด้วยปัญญา  มิฉะนั้น   ก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการศึกษาธรรม  (ม.ม.13/279-286/268) 
แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 20:01:35
...
ความคิดเห็นที่ 20
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  พระพุทธองค์จึงตรัสเปรียบเทียบสิ่งที่ทรงรู้ กับ สิ่งที่ทรงสอนว่า   สิ่งที่รู้นั้นเปรียบเสมือนใบไม้ทั้งป่า    ส่วนสิ่งที่สอนเปรียบเสมือนใบไม้ ๒-๓ ใบ ในกำมือ   ทั้งนี้  เพราะเลือกสอนเฉพาะสิ่งที่จริง และมีประโยชน์เท่านั้น    ความจริงมีมากมายที่ทรงรู้แต่ไม่มีประโยชน์  ก็ไม่นำมาสอน  (สีสปาสูตร -  สํ.ม.19/1712/548) 
...
ความคิดเห็นที่ 21

...
ความคิดเห็นที่ 22
พระพุทธเจ้าสอนอย่าง่ไร 


ลักษณะ และวิธีสอนของพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ  หลายพระสูตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  พระพุทธองค์ทรงมีวิธีการสอนหลายหลายวิธีตามความเหมาะสมแก่บุคคลผู้รับการสอน   เช่น  สอนด้วย


วิธีเทศนา
วิธีสนทนา
วิธีอุปมาอุปไมย
วิธีเล่าเรื่องสาธก  (ชาดก)
วิธีใช้อุปกรณ์
วิธีใช้เหตุการณ์จริง
วิธีแสดงฤทธิ์  เป็นต้น


แต่ทุกวิธีการดำเนินไปภายใต้หลักการสำคัญ  ๓ ประการ  ดังปรากฏในโคตมสูตร  คือ 


๑.สอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้  (อภิญญาย)
๒.สอนอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ผู้ฟังไตร่ตรองเห็นตามได้ (สนิทาน)
๓.สอนในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถนำไปปฏิบัติ และได้รับผลจริงตามควรแก่การปฏิบัติ  (สัปปาฏิหาริยะ)


หลักการสำคัญ  ๓  ประการนี้   จึงถือได้ว่าเป็นหลักการสอน  หรือปรัชญาการสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งใช้เป็นหลักในการสอนของพระองค์มาโดยตลอด  และถือได้ว่าเป็นหลักการสอนของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปด้วย (องฺ.ติก.20/565/356)


จะเห็นได้ว่า   หลักการสอนของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้  ไม่ได้เน้นเรื่องศรัทธาหรือความเชื่อ แต่เน้นเรื่องความรู้ความเข้าใจ  เน้นเรื่องเหตุผล และเน้นเรื่องการปฏิบัติได้จริง   หลักการดังกล่าวนี้  โดยใจความ  ก็คือ  


- สอนให้รู้
- สอนให้คิด
- สอนให้ทำ







...
ความคิดเห็นที่ 23
ในบางพระสูตร  ก็จะพบว่าพระพุทธองค์ทรงสอนโดยเน้นการใช้เหตุผล  กล่าวคือทรงแนะให้ผู้ฟังใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่ทรงสอนว่ามีความเป็นจริงอย่างไร ดังเช่น  ในอปัณณกสูตร   (ม.ม.13/103/100)  ซึ่งมีใจความสำคัญคือ


๑. ทรงแนะว่า  แม้จะไม่นับถือใครเป็นศาสดา  ก็ควรจะมีหลักปฏิบัติอันไม่ผิดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต  เพื่อความสุขของชีวิต
๒.ทรงแนะว่า  เรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้านั้น  เมื่อพิจารณาด้วยผลเหตุแล้วก็จะเห็นได้ว่า


- ถ้าการทำชั่ว ไม่มีผลจริง และโลกหน้าก็ไม่มีจริง คนทำชั่วแล้วตายไปก็ไม่ได้ไม่เสีย  เท่ากับเสมอตัว
- ถ้าการทำชั่วมีผลจริง  และโลกหน้ามีจริง   คนทำชั่วแล้วตายไปก็มีหวังไปทุคติ  เท่ากับเสีย  หรือขาดทุน
- แม้การทำชั่วไม่มีผลจริง  และโลกหน้าไม่มีจริง  คนทำชั่วก็ยังเป็นที่นินทาของคนทั่วไปในโลกนี้   เท่ากับเสียหรือขาดทุนอยู่ดี
- ถ้าการทำดี  ไม่มีผลจริง  และโลกหน้าไม่มีจริง  คนทำชั่วแล้วตายไปก็ไม่ได้ไม่เสีย   เท่ากับเสมอตัว
- ถ้าการทำดี มีผลจริง  และโลกหน้ามีจริง คนทำดีแล้วตายไป  ย่อมมีหวังไปสุคติ  เท่ากับได้หรือมีกำไร
- แม้การทำดี  ไม่มีผลจริง  และโลกหน้าไม่มีจริง  คนทำดีก็ยังเป็นที่สรรเสริญของคนทั่วไปในโลกนี้  เท่ากับยังได้หรือยังมีกำไร


โดยใจความก็คือ  เรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้านั้น  หากพิจารณาด้วยเหตุผลก็จะเห็นได้ว่า  การดำเนินชีวิตโดยมีความเชื่อเรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้าเป็นหลัก  มีแต่เสมอตัว กับ ได้กำไร  
ส่วนการดำเนินชีวิตโดยไม่มีความเชื่อเรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้าเป็นหลัก  มีแต่เสมอตัว กับ ขาดทุน


๓. ทรงชี้ให้เห็นว่า   คนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรม และเรื่องโลกหน้านั้น  มีแนวโน้มไปทางชอบทำชั่วมากกว่าชอบทำดี   
ส่วนคนที่มีความเชื่อเรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้านั้น  มีแนวโน้มไปทางชอบทำดีมากกว่าชอบทำชั่ว


ในประเด็นนี้   เท่ากับชี้ให้เห็นว่า  เรื่องกรรมนั้นเป็นพื้นฐานของเรื่องศีลธรรม    คนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรม จึงมักเป็นคนไม่มีศีลธรรม  กล่าวได้ว่า  หลักกรรมเป็นภาคทฤษฎีของศีลธรรม   
ส่วนศีลธรรมเป็นภาคปฏิบัติของหลักกรรม


๔. ทรงแสดงให้เห็นว่า   เรื่องกรรม    เรื่องโลกหน้า  และเรื่องกุศลกรรมบถ ๑๐  (คือกายสุจริต  ๓  วจีสุจริต ๔  มโนสุจริต ๓ ซึ่งโดยใจความก็คือ เรื่องศีลธรรม)  นั้น  เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยทำให้เราอุ่นใจได้ว่า  ชีวิตนี้จะไม่ขาดทุน   เรียกว่า  อปัณณกธรรม   และเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นสากล  ไม่ว่าใครจะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาอะไร   เมื่อปฏิบัติแล้ว  ย่อมได้รับผลเหมือนกัน


กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การสอนของพระพุทธองค์    มิได้มุ่งให้คนมานับถือพระองค์ว่า  เป็นศาสดาหรือเป็นผู้วิเศษที่จะช่วยบันดาลสิ่งทั้งหลายให้แก่ผู้นับถือ  แต่มุ่งให้ผู้ฟังหรือผู้รับการสอนจากพระองค์ได้รับประโยชน์จากคำสอนของพระองค์ หรือนำเอาคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิต  โดยคนเหล่านั้นจะนับถือพระองค์ว่าเป็นศาสดาของเขาหรือไม่ไม่สำคัญ   ดังจะเห็นได้จากข้อความในตอนต้นของอปัณณกสูตรดังกล่าวมานี้เป็นตัวอย่าง
แก้ไขเมื่อ 29-12-2019 21:10:07
...
ความคิดเห็นที่ 24
การสอนของพระพุทธองค์ในลักษณะดังกล่าวนี้   ในบางพระสูตรพระองค์ก็ประกาศไว้อย่างชัดเจน   ดังเช่นในพรหมจริยสูตร  ที่ได้ตรัสไว้ว่า  
พรหมจรรย์นี้  เรามิได้ประพฤติเพื่อหลอกลวงคน   เพื่อเรียกร้องให้คนมานับถือ  เพื่ออานิสงส์ คือ ลาภ  สักการะ และความสรรเสริญ  เพื่อความเป็นเจ้าลัทธิ  เพื่อหักล้างลัทธิอื่น   เพื่อให้คนเห็นว่าเป็นผู้วิเศษ  ที่แท้พรหมจรรย์นี้  เราประพฤติเพื่อความสำรวม  เพื่อลดละกิเลส  เพื่อคลายความกำหนัดยินดี   เพื่อความดับทุกข์  
(องฺ.จตุกฺก.21/25/33)


พระพุทธพจน์ในพระสูตรนี้  นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงหลักการสอนอย่างกว้างขวางที่สุดของพระองค์แล้ว  ยังเท่ากับเป็นการประกาศท่าทีหรือหลักการในการประกาศศาสนาของพระพุทธศาสนาเป็นส่วนรวมด้วย


และจากท่าทีหรือหลักการของพระพุทธองค์ดังกล่าวนี้เอง  ที่ได้กลายมาเป็นลักษณะของพุทธศาสนิกชนโดยรวมนับแต่อดีตจนปัจจุบันด้วย   
ดังจะเห็นได้ว่าการเผยแผ่หรือสั่งสอนพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน  ไม่ว่าในที่ใดไม่นิยมที่จะกระทบกระทั่งหรือเบียดเบียนศาสนาอื่น
 
...
ความคิดเห็นที่ 25
ในบางพระสูตรแสดงให้เห็นว่า   แม้วาพระพุทธองค์จะทรงพระศาสนาด้วยท่าทีดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  แต่ยังมีบางคน  (โดยเฉพาะนักบวชบางลัทธิในขณะนั้น)  มองดูการสั่งสอนพระศาสนาของพระพุทธองค์ว่า  เป็นการพยายามลบล้างลัทธิศาสนาอื่น  พยายามแย่งศาสนิกจากลัทธิศาสนาอื่น  เป็นต้น  ดังปรากฏในอุทุมพริกสูตร  พระพุทธองค์จึงได้ตรัสอธิบายแก้ความเข้าใจผิดของคนเหล่านั้น  ใจความว่า


เรามิได้สอนเพราะอยากได้อันเตวาสิก  (คือ ศิษย์)   เพราะอยากให้ท่านละทิ้งอุเทศ (คือ ลัทธิเดิม)  ของท่าน  เพราะอยากให้ท่านละทิ้งอาชีวะเดิมของท่าน  เพราะอยากให้ท่านตั้งอยู่ในอกุศลธรรม  เพราะอยากให้ท่านตกไปจากกุศลธรรม  
แต่เราสอนเพื่อว่าท่านจะได้ละอกุศลธรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ที่ท่านยังละไม่ได้  เพื่อว่าท่านจะได้เจริญมรรคปัญญาและผลปัญญาให้บริบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยปัญญาของตนเอง
(ที.ปา.11/31/90)  


พระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้   เป็นการย้ำให้เห็นถึงลักษณะและวิธีสอนของพระพุทธองค์ว่า   มิได้มุ่งหักล้างหรือรุกรานใคร  แต่ทรงมุ่งเพียงเพื่อให้ผู้รับการสอนได้ประโยชน์จากคำสอนของพระองค์  หรือนำเอาสิ่งที่่พระองค์สอนไปใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อตัวเขาเองเท่านั้น   โดยที่คนเหล่านั้น  จะนับถือหรือไม่นับถือพระองค์  มิใช่ประเด็นสำคัญ



...
ความคิดเห็นที่ 26
จากที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น  สรุปได้ว่าหลักการสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือ  ทรงเลือกสอนเฉพาะสิ่งที่จริงและมีประโยชน์  ตามความเหมาะสม  โดยมุ่งประโยชน์ของผู้รับการสอนเป็นสำคัญ  ด้วยการสอนให้รู้ สอนให้คิด  และสอนให้ทำ  เพื่อเขาจักได้ละสิ่งที่ควรละ  เจริญสิ่งที่ควรเจริญ  ได้ด้วยปัญญาความสามารถของตัวเขาเอง
...
ความคิดเห็นที่ 27


...
ความคิดเห็นที่ 28
 สัตว์  "ผู้ติดข้องอยู่ในรูปารมณ์เป็นต้น"  สิ่งที่มีความรู้สึก  และเคลื่อนไหวไปได้เอง  รวมตลอดทั้งเทพ มาร พรหม  มนุษย์ เปรต  อสุรกาย ดิรัจฉาน  และสัตว์นรก  ในบาลีเพ่งเอามนุษย์ก่อนอย่างอื่น ไทยมักเพ่งเอาดิรัจฉาน


ธรรมชาติ   ของที่เกิดเองตามวิสัยของโลก  เช่น คน  สัตว์ ต้นไม้เป็นต้น


ธรรมฐิติ    ความดำรงคงตัวแห่งธรรม,  ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา


ธรรมดา   อาการหรือความเป็นไปแห่งธรรมชาติ; สามัญ, ปกติ  พื้นๆ


ธรรมนิยาม   กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา,   กฎธรรมชาติ, ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม  มี  ๓  ตามพระบาลี ดังนี้  ๑. สพฺเพ  สงฺขาร  อนิจฺจา   สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  ๒.สพฺเพ  สงฺขาร ทุกฺขา   สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้  ๓.สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตา   ธรรมทั้งปวง  มิใช่เป็นตน
แสดงความคิดเห็น
หรือ