สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


กำเนิดชีวิต

...
| อ่าน 16 | ตอบ 31
ขนาดตัวอักษร
ชีวิตในพุทธปรัชญา


ความหมายและกำเนิดชีวิต
ธรรมชาติของชีวิต
ปรากฏการณ์ของชีวิต
ความทุกข์ ความสุขของชีวิต
ชีวิตที่ดี
ชีวิทรรศน์
ชีวิตกับความตาย





คำนำ    (จากหนังสือเล่มนี้)

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรมหรือคำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติหรือหลายแง่มุม  สุดแต่จะสนใจ  หรือสุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือจะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งทีจะทำให้เราเขาใจหรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล    หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะชวยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เนืองจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเทาทีสติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ


แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 10:22:29

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
สัตว์  "ผู้ติดข้องอยู่ในรูปารมณ์เป็นต้น"  สิ่งที่มีความรู้สึก  และเคลื่อนไหวไปได้เอง  รวมตลอดทั้งเทพ มาร พรหม  มนุษย์ เปรต  อสุรกาย ดิรัจฉาน  และสัตว์นรก  ในบาลีเพ่งเอามนุษย์ก่อนอย่างอื่น ไทยมักเพ่งเอาดิรัจฉาน


ธรรมชาติ   ของที่เกิดเองตามวิสัยของโลก  เช่น คน  สัตว์ ต้นไม้เป็นต้น


ธรรมฐิติ    ความดำรงคงตัวแห่งธรรม,  ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา


ธรรมดา   อาการหรือความเป็นไปแห่งธรรมชาติ; สามัญ, ปกติ  พื้นๆ


ธรรมนิยาม   กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา,   กฎธรรมชาติ, ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม  มี  ๓  ตามพระบาลี ดังนี้  ๑. สพฺเพ  สงฺขาร  อนิจฺจา   สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  ๒.สพฺเพ  สงฺขาร ทุกฺขา   สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้  ๓.สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตา   ธรรมทั้งปวง  มิใช่เป็นตน
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 08:57:25
...
ความคิดเห็นที่ 2
 


...
ความคิดเห็นที่ 3
ความหมายและกำเนิดชีวิต


ในคำสอนของพระพุทธศาสนา  ชีวิตแบ่งได้เป็น  ๒  ระดับ คือ  ชีวิตที่มีจิตวิญญาณและชีวิตที่ไม่มีจิตวิญญาณ และชีวิตทั้ง ๒  ระดับ  มีลักษณะรวม คือ  มีการเกิดและมีการเจริญเติบโต  ดังที่อธิบายไว้ในอรรถกถาพระวินัยว่า  ภวนฺติ  อาหุวนฺติ  จาติ  ภูตา.  ชายนฺติ  วฑฺฒนฺติ   ชาตา    วฑฺฒิตา  วาติ  อตฺโถ.    มีใจความว่า  เพราะเกิด และเจริญเติบโต  จึงชื่อเป็น คือ มีชีวิต  (สมนฺต. ทุติย.354)   ฉะนั้น   จึงอาจนิยามความหมายของชีวิตตามนัยคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ว่า   ชีวิตคือสิ่งที่มีการเกิด การเจริญเติบโตและการตาย



...
ความคิดเห็นที่ 4
ชีวิตที่มีจิตวิญญาณ  พระพุทธศาสนา เรียกรวมว่า สัตว์ ซึ่งแบ่งได้เป็น ๓  ระดับ  คือ โอปปาติกะ  มนุษย์  และดิรัจฉาน  ซึ่งเขียนเป็นแผนภูมิให้เข้าใจง่ายได้  ดังนี้


สัตว์   
- โอปปาติกะ  =>  พรหม  เทวดา  อบายภูมิ. อบายภูมิ  => นิรย  ปิตติวิสย (เปรต)  อสุรกาย
- มนุษย์
- ดิรัจฉาน  => ไม่มีเท้า,  ๒ เท้า, ๔ เท้า, หลายเท้า











...
ความคิดเห็นที่ 5
ส่วนชีวิตที่ไม่มีจิตวิญญาณ   ได้แก่  ต้นไม้ และพืชต่างๆ  ซึ่งพระพุทธศาสนาเรียกรวมๆ ว่าภูตคาม หรือพืชคาม  ซึ่งแบ่งเป็น  ๕  ประเภท คือ 


- มูลพีชะ    (พืชที่เกิดจากราก)
- ขันธพีชะ  (พืชที่เกิดจากลำต้น)
- ผฬุพีชะ    (พืชที่เกิดจากข้อ) 
- อัคคพีชะ   (พืชที่เกิดจากยอด)
- พีชพีชะ     (พืชที่เกิดจากเมล็ด)





...
ความคิดเห็นที่ 6
ชีวิตประเภทสัตว์นั้น พระพุทธศาสนาจำแนกไว้หลายลักษณะ กล่าวคือ แบ่งตามลักษณะของการเกิดมี  ๔  ประเภท  
- อัณฑชะ       กำเนิดในไข่
- ชลาพุชะ       กำเนิดในครรภ์
- สังเสทชะ      กำเนิดในเถ้าไคล
- โอปปาติกะ    ผุดเกิด   (ที.ปา.11/263/242)


อัณฑชะ
สังเสทชะ   -  ดิรัจฉาน
ชลาพุชะ  -    มนุษย์


โอปปาติกะ    
พรหม,   เทวดา,   นิรย,  ปิตติวิสย,  อสุรกาย
...
ความคิดเห็นที่ 7
แบ่งตามจำนวนขันธ์ คือ องค์ประกอบของชีวิตมี  ๓  ประเภท  คือ 


สัตว์ที่มีขันธ์  ๑   (เอกโวการ)
สัตว์ที่มีขันธ์  ๔   (จตุโวการ)
สัตว์ที่มีขันธฺ์   ๕   (ปัญจโวการ)  (สทฺธมฺม. 1/49)


 





...
ความคิดเห็นที่ 8
สัตว์อาจแบ่งได้อีก  ๕  ลักษณะ  ตามลักษณะของรูปและสัญญา คือ 


มีรูป
ไม่มีรูป
มีสัญญา
ไม่มีสัญญา
มีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่  (สํ.ม.19/245/62)



...
ความคิดเห็นที่ 9
ในกรณีของมนุษย์ พระพุทธศาสนาแสดงไว้ในธาตุวิภังคสูตร (ม.อุ.14/679/436)  ว่า มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ  ๖  คือ ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  วาโยธาตุ   อากาสธาตุ  วิญญาณธาตุ


ส่วนการเกิดขึ้นของมนุษย์นั้น  ในมหาตัณหาสังขยสูตร  อธิบายว่า  มีองค์ประกอบ  ๓  คือ   มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน  มารดามีประจำเดือน  มีวิญญาณมาปฏิสนธิ  หรือ มีสัตว์มาเกิด


และในนวสูตร  (องฺ.ติก.20/516/287)  แสดงองค์ประกอบฝ่ายนามธรรมในกระบวนการเกิดของมนุษย์  ว่า  กัมมเขตตะ  กรรมเสมือนที่นา  วิญญาณพีชะ   วิญญาณเสมือนเมล็ดพืช  ตัณหาสิเนหะ   ตัณหาเสมือนยางเหนียวในเมม็ดพืช


ข้อความในพระสูตรดังกล่าวมานี้  แสดงให้เห็นถึงกระบวนการก่อกำเนิดของชีวิตมนุษย์แบบคร่าวๆ  พอเข้าใจได้ง่ายๆ  ว่า   ชีวิตมิได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า   หรือ  อำนาจลึกลับใดๆ  แต่เกิดจากกระบวนการของธรรมชาติ   คือ  สิ่งที่มีที่เป็นตามธรรมดาของมันเอง  และจากข้อความในพระสูตรดังกล่าว   แสดงให้เห็นว่า  สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชีวิตก่อกำเนิดขึ้นนั้นมีทั้ง  สาเหตุทางวัตถุ  และสาเหตุทางจิต  กล่าวคือ  


สาเหตุทางวัตถุ ก็คือ บิดา  มารดา  ดังที่คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมอธิบายว่า  "รูปเท่านั้นยังรูปให้เกิด"  (สมฺโมห. 37)  ซึ่งหมายความว่า  สสาร ย่อมเกิดจากสสาร


แต่ในฐานะที่สัตว์หรือมนุษย์เป็นสสารที่มีชีวิต   ซึ่งพระพุทธศาสนาเรียกว่า  "อุปาทินนกสังขาร"  (คือ  สังขารที่มีใจครอง)  จึงมีสาเหตุทางจิต  คือ ปฏิสนธิจิตเข้ามาร่วมในกระบวนการก่อกำเนิดด้วย  ชีวิตหรือสัตว์จึงปรากฏขึ้น  ดังที่คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมได้ขยายความตรงนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังวัตถุ (รูป)  แต่ปฏิสนธิจิตก็ไม่ใช่เป็นผู้สร้างรูป  (สมฺโมห. 38) 



...
ความคิดเห็นที่ 10
 การก่อกำเนิดของชีวิตหรือมนุษย์จึงเป็นผลจากการอิงอาศัย ซึ่งกันและกันของวัตถุและจิต   (รูปกับนาม)  ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในมหานิทานสูตรความว่า


ถ้าวิญญาณไม่หยั่งลงในครรภ์มารดา  นามรูปก็ก่อตัวขึ้นไม่ได้  ถ้าวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดาแล้วดับไปเสีย   นามรูปก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้   ถ้าวิญญาณของทารก  (ในครรภ์มารดา)   ขาดความสืบต่อ  นามรูป  (คือ ชีวิตของทารก)  ก็เจริญงอกงามต่อไปไม่ได้ 
(ที.มหา.10/60/74)
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 10:36:07
...
ความคิดเห็นที่ 11
และเมื่อถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว  วิญญาณ กับ นามรูป (คือ หน่วยชีวิต)  ก็ยังต้องอาศัยซึ่งกันและกันไปตลอด   ชีวิตจึงดำเนินไปได้  ดังความในมหานิทานสูตรว่า


เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป  ถ้าวิญญาณไม่หยั่งลงในครรภ์มารดา  นามรูปก็เกิดขึ้นไม่ได้  เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ  ถ้าวิญญาณไม่ได้อาศัยนามรูป   ความเกิดขึ้นของชาติชรามรณะ ก็เป็นไปไม่ได้ 
(ที.มหา.10/60/74) 
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 10:35:54
...
ความคิดเห็นที่ 12
ในสาเหตุทางจิต   คือ  ปฏิสนธิจิต  หรือปฏิสนธิวิญญาณนั้น   ยังแฝงสาเหตุที่สำคัญของการก่อกำเนิดชีวิตไว้อีก ๒ อย่าง  คือ   กรรม และกิเลส  ดังพุทธพจน์ในนวสูตร  (องฺ.ติก.20/516/287)  ที่ว่า


- กัมมเขตตะ
- วิญญาณพีชะ
- ตัณหาสิเนหะ


พุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นว่า   สิ่งที่มาพร้อมกับปฏิสนธิจิตอีก  ๒ อย่าง คือ  กรรม  ซึ่งหมายถึงผลและตัณหา  หรือ กิเลส นั้น  เป็นอีก ๒  สาเหตุที่มีส่วนในการก่อกำเนิดของชีวิต   โดยตัณหาเป็นตัวยึดโยงจิต  หรือวิญญาณให้เกาะเกี่ยวกับวัตถุ  (รูป)  หรือ อาจกล่าวได้ว่า เป็นพลังฝ่ายอสสารที่เป็นตัวผลักดันให้จิต  หรือวิญญาณมารวม กับ สสาร    คือ    รูป  แล้วก่อกำเนิดเป็นชีวิตขึ้น   
ส่วนกรรม หรือผลกรรมนั้น  เป็นตัวปรุงหรือสร้างรูปแบบของจิตนั้นให้เป็นไปในสภาพต่างๆ  คือ เป็นเทวดา มนุษย์  หรือ ดิรัจฉาน  พร้อมทั้งให้เป็นไปในลักษณะต่างๆ  เช่น  สมประกอบหรือไม่สมประกอบ   สวยงามหรือไม่่สวยงาม  เกิดในฐานะสูง  หรือ ในฐานะต่ำ  เป็นต้น  


ในอินทกสูตร  ได้กล่าวถึงลำดับของการก่อกำเนิดชีวิตไว้ว่า


รูป (คือมนุษย์)  นี้   เป็นกลละก่อนแล้วจึงกลายเป็นอัพพุทะ  จากอัพพุทะ  จึงกลายเป็นเปสิ   จากเปสิจึงกลายเป็นฆนะ  จากฆนะ  จึงกลายเป็นปัญจสาขา   ต่อแต่นั้น  ผม  ขน  เล็บ  เป็นต้น  ก็เกิดขึ้น  มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำและอาหารอย่างใด   สัตว์ในครรภ์  ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปในครรภ์มารดาด้วยอาหารอย่างนั้น  
(สํ.สคา.15/803/303)



...
ความคิดเห็นที่ 13
ในคัมภีร์พระวินัยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการก่อกำเนิดของชีวิตไว้ว่า


วิญญาณ  พร้อมด้วยอรูปขันธ์  ๓  (คือ เวทนา  สัญญา  สังขาร)  ซึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับจิตนั้นและกลลรูป   (ซึ่งมีลักษณะเหมือนหยาดน้ำมันใส)   เกิดขึ้นพร้อมกันในครรภ์มารดา   ชื่อว่ามนุษย์ได้เกิดขึ้นมาแล้ว  ชีวิตเมื่อแรกเกิดขึ้นนั้น  เรียกว่า  กลลรูป   มีขนาดเท่ากับหยาดน้ำมันใสๆ   ที่ช้อนขึ้นด้วยปลายขนแกะแรกเกิด  (ปฐมสมันต.แปล  3/75)  
...
ความคิดเห็นที่ 14
อรรถกถาของสังยุตตนิกาย  (สารัตถปกาสินี)   ได้ขยายความเกี่ยวกับขั้นตอนของพัฒนาการของชีวิตในช่วงแรกเกิดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า


ชีวิตเมื่อแรกปฏิสนธิ  หรือแรกก่อกำเนิดขึ้น  มีลักษณะเหมือนหยาดน้ำมันใสๆ  ที่ติดอยู่ที่ปลายขนแกะแรกเกิด   เรียกว่า กลละ
สัปดาห์ที่  ๒  กลละนั้น เปลี่ยนสภาพเป็นข้นขึ้น  และมีสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ  เรียกว่า อัพพุทะ


สัปดาห์ที่  ๓  อัพพุทะนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นข้นยิ่งขึ้นและมีสีคล้ายดีบุกเหลว   เรียกว่า  เปสิ


สัปดาห์ที่  ๔  เปสินั้นเปลี่ยนสภาพเป็นก้อนเนื้อที่มีขนาดเท่าไข่ไก่   เรียกว่า  ฆนะ 


สัปดาห์ที่  ๕  ฆนะนั้นเกิดเป็นปุ่มขึ้น  ๕  ปุ่ม  เรียกว่า  ปัญจสาขา  และปุ่มทั้ง ๕ นี้เองที่พัฒนามาเป็น  ศีรษะ และ ๒  มือ  ๒  เท้า  (สารตฺถ. ปฐม. 406-407) 



...
ความคิดเห็นที่ 15
ในคัมภีร์อภิธรรมได้ให้รายละเอียดของพัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดา  ต่อไปว่า


สัปดาห์ที่  ๗   เกิดจักษุประสาท   (จักขุทสกะ)
สัปดาห์ที่  ๘   เกิดโสตประสาท     (โสตทสกะ)
สัปดาห์ที่  ๙    เกิดฆานะประสาท   (ฆานทสกะ)
สัปดาห์ที่  ๑๐  เกิดชิวหาประสาท   (ชิวหาทสกะ)
สัปดาห์ที่  ๑๑  เกิดกายประสาท     (กายทสกะ)
สัปดาห์ที่  ๑๒  เกิดเพศ     (ภาวทสก)
สัปดาห์ที่  ๑๓  เกิดหัวใจ    (วัตถุทสกะ)  
 
(วิภาวินี.302)



...
ความคิดเห็นที่ 16
 


แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 11:17:19
...
ความคิดเห็นที่ 17
 พัฒนาการของชีวิตในครรภ์มารดานับแต่แรกปฏิสนธินั้น  พระพุทธศาสนาแสดงว่า  เป็นไปตามอิทธิพลของกรรมบ้าง  จิตบ้าง  ฤดู (อุตุ) บ้าง อาหารบ้าง  (วิภาวินี. 265)  ที่เรียกว่า  สมุฏฐานของรูป  กล่าวคือ


องค์ประกอบของชีวิต
- บางอย่างเกิดจากอิทธิพลของกรรม
- บางอย่างเกิดจากอิทธิพลของจิต
- บางอย่างเกิดจากอิทธิพลของอุตุ
- บางอย่างเกิดจากอิทธิพลของอาหาร


กระบวนการของพัฒนาการดังกล่าวนี้  ดำเนินไปตลอดอายุของมนุษย์ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปไม่ขาดสาย  หรือเปลวไฟที่ลุกติดต่อกันเรื่อยไป


ที่ท่านเปรียบชีวิตมนุษย์ว่าเหมือนกระแสน้ำ หรืเปลวไฟก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า  กระบวนการเจริญเติบโตของชีวิตทั้งในทางรูปธรรม และทางนามธรรมนั้น   คือ   กระบวนการเกิด  -  ดับ ๆ    ของรูปธรรม และนามธรรมต่อเนื่องกันไป  ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงที่สุดคือ ตาย  นั่นเอง



...
ความคิดเห็นที่ 18
ในคัมภีร์อภิธรรมได้แสดงไว้อย่างละเอียดว่า  ส่วนใดของชีวิตเกิดจากอิทธิพลของกรรม   ของจิต  ของอุตุ  และของอาหาร  (วิภาวินี.262)  ดังนี้


- อินทรียรูป   (๘)   และหทัยรูป   เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของกรรม
- วิญญัตติรูป  (๒)   เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของอุตุ
- สัททรูป  (เสียง)   เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของจิตและอุตุ
- วิการรูป (๓)         เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของจิต อุตุ และอากาศ


- อวินิพโภครูป  (๘)  และอาหารรูป  เกิดขึ้นด้วยอิทธิลพของ กรรม  จิต  อุตุ  และ  อาหาร


- ลักขณะรูป     ไม่เกิดจากสมุฏฐานใดๆ


ที่เรียกว่า อินทรียรูป  ได้แก่
- จักขุนทรีย์
- โสตินทรีย์
- ฆานินทรีย์
- ชิวหินทรีย์
- กายินทรีย์
- อิตถินทรีย์
- ปุริสินทรีย์
- ชีวิตินทรีย์





...
ความคิดเห็นที่ 19
@ วิญญัตติรูป
- กายวิญญัตติ
- วจีวิญญัตติ

@ วิการรูป
- ลหุตา
- มุทุตา
- กัมมัญญตา

ทั้ง ๕ นี้ รวมเรียกว่า  วิการรูป


@อวินิพโภครูป   (รูปที่ไม่แยกจากัน) มี ๘ 
- ปฐวีธาตุ
- อาโปธาตุ
- เตโชธาตุ 
- วาโยธาตุ  
- วัณณะ
- คันธะ
- รสะ 
- โอชะ







แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 13:12:26
...
ความคิดเห็นที่ 20
จากคำอธิบายเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของชีวิตในด้านต่างๆ ดังกล่าวมา  จึงสรุปได้ว่า  ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา  ชีวิตมนุษย์ก่อกำเนิดขึ้นภายใต้สาเหตุสำคัญ หรือ สมุฏฐาน  ๔  อย่าง  คือ 
- กรรม
- จิต
- อุตุ
- อาหาร


ซึ่งโดยใจความก็คือ   สาเหตุทางวัตถุหรือสสาร  และสาเหตุทางจิต หรืออสสาร  สมุฏฐานเหล่านี้  พุทธศาสนาก็มิได้ถือว่า  เป็นปฐมเหตุ หรือ เป็นผู้สร้างชีวิต  แต่เป็นเพียงองค์ประกอบอย่างหนึ่งๆ  ที่มารวมกันเข้า  แล้วก่อให้เกิดเป็นชีวิตขึ้นเท่านั้น   และบรรรดาองค์ประกอบต่างๆ  ดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมัน แต่เมื่อมารวมกันด้วยจำนวนหรือปริมาณต่างๆ   กัน    ก็ปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ  ขึ้นเท่านั้น   เมื่อองค์ประกอบเหล่านั้นแยกกัน  ก็กลับไปเป็นสภาพเดิมขององค์ประกอบนั้นๆ อีก   ความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ในโลกรวมทั้งชีวิตด้วย  จึงเป็นเพียวกระบวนการของการรวมกันและการแยกกันของสิ่งที่มีอยู่แล้ว (ที่เรียกว่าธาตุ)  เท่านั้น   ฉะนั้น  สิ่งต่างๆ ในโลกนี้  จึงไม่มีอะไรใหม่ และไม่มีอะไรเก่า  มีแต่สิ่งที่รวมตัวขึ้นใหม่แล้วก็แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  ที่สุดก็แยกตัวกัน หรือ สลาย    แล้วก็กลับรวมตัวกันขึ้นใหม่อีกตามอิทธิพลของสมุฏฐาน  หรือ เหตุปัจจัยเท่านั้น


 

...
ความคิดเห็นที่ 21
สำหรับชีวิตมนุษย์นั้น ก็กล่าวได้ว่า  คือ  กลุ่มธาตุ  ๖  ที่เป็นไปตามอิทธิพลของสมุฏฐาน  ๔  คือ  กรรม  จิต  อุติ และอาหาร  ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ   คือ  ก่อกำเนิดจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คือ  ตายเท่านั้น  ดังคัมภีร์อภิธรรมอธิบาย ไว้ว่า
- รูปกลาปะ  (กลุ่มรูป / กลุ่มสสาร)  ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน  เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิสนธิ
- กลุ่มรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน  เริ่มตั้งแต่จิตดวงที่ ๒  (คือ ต่อจากปฏิสนธิจิต)
- กลุ่มรูปที่มีอุตุ (ฤดู) เป็นสมุฏฐานเริ่มตั้งแต่ฐิติกาล
- กลุ่มรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน  เริ่มต้นตั้งแต่โอชะของอาหารแผ่ไปสู่ร่างกาย
- การทำงานของสมุฏฐานทั้ง ๔ นี้  ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดอายุของชีวิต  ดุจเปลวไฟหรือกระแสน้ำ ฉะนั้น 
(วิภาวินี. 265)


จากคำอธิบายในอรรถกถาอภิธรรมแสดงให้เห็นว่า   ส่วนประกอบของมนุษย์คือ ขันธ์  ๕  นั้น  เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะปฏิสนธิ  (สมฺโมห.47/34) ฉะนั้น   มนุษย์จึงเป็นสัตว์หรือชีวิตที่สมบูรณ์ ตั้งแต่แรกเกิดด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว  ในทางพระวินัยจึงถือว่า  ภิกษุทำลายชีวิตตั้งแต่ยังเป็นกลละอยู่ในครรภ์มารดา  ถือว่า เป็นการฆ่ามนุษย์เหมือนกัน (สมนฺต. ปฐม.642)






แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 13:41:05
...
ความคิดเห็นที่ 22
ในภัมภีร์อภิธรรมได้บอกให้เราทราบด้วยว่า   สัตว์หรือชีวิตประเภทต่างๆ  นั้น  มีส่วนประกอบของชีวิตและอวัยวะต่างๆ  แตกต่างกันออกไปตามลักษณะ และสภาพของชีวิต  กล่าวคือ 


- มนุษย์  เป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสครบทุกอย่าง  (อายตนะ ๖) 
- พวกโอปปาติกสัตว์ชั้นสูง   คือ  พวกเกิดในสุคติภูมิ  ไม่มีจักขุ  โสตะ  และชิวหา
- พวกโอปปาติกสัตว์ชั้นต่ำ  คือ  พวกเกิดในทุกคติภูมิ   ไม่มีจักขุ  โสตะ และเพศ
- พวกรูปพรหม  ไม่มีฆานะ  ชิวหา  กาย  และเพศ
- อสัญญีสัตว์ ไม่มีจักขุ  โสตะ  และหทัยวัตถุ
- พวกสังเสทชะ   ไม่มีจักขุ โสตะ  ฆานะ  และเพศ
- พวกอรูปพรหม ไม่มีรูปใดๆ เลย  มีแต่มโนวิญญาณเท่านั้น
(วิภาวินี.116, 137,265,299,-304)





...
ความคิดเห็นที่ 23
เมื่อชีวิตเริ่มต้นขึ้นแล้ว พระพุทธศาสนาแสดงว่า  มีกฎธรรมดาหรือกฏธรรมชาติอีกชุดหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง  ทำให้ชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดดำเนินไปตามครรลองหรือวิถีของตนเอง  ทำให้ธรรมชาติดำเนินไปอย่างมีระบบนั้น คือ นิยาม  ๕  คือ
 
พืชนิยาม  ได้แก่   ตัวกำหนด คือ พันธุกรรม  เช่น  มนุษย์ก็ออกลูกมาเป็นมนุษย์  มะม่วงก็ออกผลเป็นมะม่วง  เป็นต้น
อุตุนิยาม  ได้แก่  ตัวกำหนด  คือ ฤดูกาล  เช่น มนุษย์ก็อยู่ในครรภ์มารดา ๙-๑๐  เดือนจึงคลอด  ต้นไม้แต่ละชนิดก็ออกดอกผลตามฤดูกาลของตน
กรรมนิยาม   ได้แก่  ตัวกำหนด คือ กรรมหรือผลกรรม กรรมชั่วก็ให้ผลต่อชีวิตของผู้ทำในทางชั่ว   กรรมดีก็ให้ผลต่อชีวิตของผู้ทำในทางดี  เหตุการณ์  โรคร้ายบางอย่างในชีวิตก็ถูกกำหนดโดยกรรม
ธรรมนิยาม   ได้แก่  ตัวกำหนด  คือ  ธรรมดา  หรือ ธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ  เช่น  แผ่นดินไหว  เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ  ตรัสรู้ ปลงอายุสังขาร  ปรินิพพาน  เป็นต้น
จิตตนิยาม  ได้แก่  ตัวกำหนด  คือ  จิต   การทำหน้าที่รับรู้ของประสาทสัมผัสด้านต่างๆ  นั้น  เป็นไปตามการกำหนดของจิต   การแสดงพฤติกรรมทางกาย บางอย่าง  เช่น การพูด  การเคลื่อนไหวร่างกายก็เป็นไปตามการกำหนดของจิต  (อฏฺฐสาลนี 511 - 514)   
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 14:12:53
...
ความคิดเห็นที่ 24
เรื่องสมุฏฐาน ๔ และเรื่องนิยาม  ๕  นั้น  หากพิจารณาดูก็จะเห็นว่า คล้ายๆกัน แต่ที่ท่านแยกกล่าวเป็น ๒ เรื่อง  ก็เพราะทำหน้าที่เกี่ยวกับชีวิตต่างกัน  กล่าวคือ


สมุฏฐาน ๔   นั้น  ทำหน้าที่เกี่ยวกับการก่อกำเนิดหรือการก่อตัวของส่วนต่างๆ ของชีวิตทั้งทางวัตถุ และ ทางจิต  และทำหน้าที่นั้นๆ ต่อไปจนตลอดอายุของชีวิต   เป็นเสมือนตัวก่อกำเนิดและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของชีวิตไปจนตลอดชีวิต


ส่วนนิยาม  ๕  นั้น  ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดวิถีหรือครรลองของความไปของชีวิต   เมื่อชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว  ฉะนั้น  จึงมีกฎบางตัวที่ไม่มีส่วนในการก่อกำเนิดของชีวิต  และเมื่อชีวิตปรากฏขึ้นแล้ว    กฎบางตัวดังกล่าวก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับความเป็นไปของชีวิต  ตามธรรมชาติของชีวิตทันที


สมุฏฐานและนิยามดังกล่าว  มิใช่เกี่ยวข้องเฉพาะกับชีวิตมนุษย์เท่านั้น  แต่เป็นกฏธรรมดาหรือกฏธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่ง   ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต  กล่าวคือ


ในกรณีของสมุฏฐาน  ๔   การก่อกำเนิดของสิ่งไร้ชีวิตก็เนื่องมาจากอุตุ และอาหาร  แต่ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตก็เนื่องมาจากสมุฏฐานทั้ง  ๔  


ในกรณีของนิยาม ๕  ความเป็นไปของสิ่งไร้ชีวิต  ก็ดำเนินไปตามกฏ  หรือ ตามการกำหนดของนิยาม ๓  คือ พืชนิยาม อุตุนิยาม  และธรรมนิยาม  ส่วนสิ่งที่มีชีวิตก็ดำเนินไปตามกฏหรือตามการกำหนดของนิยามครบทั้ง ๕ 
...
ความคิดเห็นที่ 25
 คำสอนของพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นถึงกระแสของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายอย่างละเอียด  ก็คือ  ปฏิจจสมุปบาท   โดยชี้ไปที่สาเหตุ หรือ ปัจจัยตัวสำคัญที่เป็นเหตุให้กระแสชีวิตไหลไปอย่างต่อเนื่อง   ไม่รู้จบ  คือ  อวิชชา   อันหมายถึง  ความไม่รู้ความจริงของชีวิต เพราะไม่รู้ความจริงจึงทำสิ่งต่างๆ เกิดตามมาเป็นกระบวนการ  คือ 
อาสวะ<=>อวิชชา   เป็นเหตุให้เกิด      สังขาร
สังขาร    เป็นเหตุให้เกิด     วิญญาณ  
วิญญาณ         ,,                 นามรูป
นามรูป            ,,                 สฬายตนะ
สฬายตนะ        ,,                ผัสสะ
ผัสสะ               ,,                เวทนา
เวทนา              ,,                ตัณหา
ตัณหา               ,,               อุปาทาน
อุปาทาน            ,,                ภพ
ภพ                     ,,               ชาติ
ชาติ                    ,,              ชรามรณะ
                                           ทุกข์
                                           โทมนัส
                                           อุปายาส


        

เมื่อพิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาท  จึงเห็นได้ว่า  ทุกข์ทั้งปวงของชีวิตมีขึ้นก็เพราะมีชาติ   เพราะฉะนั้น   พระพุทธองค์จึงสรุปว่า  ทุกข์ทั้งปวงนั้นโดยสรุปก็คือ  ชีวิตนั้นเอง    การเกิดขึ้นของชีวิต ก็คือการเกิดขึ้นของทุกข์   ในทางกลับกันก็คือ   การไม่เกิดขึ้นหรือการดับไปของชีวิต  ก็คือการไม่เกิดขึ้นหรือการดับไปของทุกข์  (ติตถสูตร องฺ.ติก.20/501/227 - 8)  
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 15:31:41
...
ความคิดเห็นที่ 26
ในบางพระสูตร  พระพุทธศาสนาจึงกล่าวถึงการเกิดขึ้นของชีวิตตามความหมายที่แท้จริงว่า 


รูปนี้ไม่มีใครสร้าง  อัตภาพนี้  ไม่มีใครก่อ   เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ  ดับไปเพราะเหตุดับ  ขันธ์ ธาตุ อายตนะ   เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ   ดับไปเพราะเหตุดับ  เหมือนพืชงอกขึ้นในนา   เพราะอาศัยรสดินและยางพืช  ฉะนั้น  
(เสราสูตร - สํ.ส.15/554/197) 


เพราะฉะนั้น  ในความหมายที่แท้จริงจึงไม่มีอะไรเกิด   ไม่มีอะไรตาย  มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่  ทุกข์เท่านั้นดับไป  
(วิชิราสูตร - สํ.ส. 15/554/199) 
...
ความคิดเห็นที่ 27
ในเรื่องของชีวิตนั้น  พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่เรื่องกรรมมาก   เพราะกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการก่อกำเนิดขชองชีวิตใหม่  และความเป็นไปของชีวิตปัจจุบัน  ดังที่พุทธพจน์ที่ว่าสัตว์


- มีกรรมเป็นของตน
- เป็นทายาทของกรรม
- มีกรรมเป็นกำเนิด
- มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ
- มีกรรมเป็นที่พึ่ง
- กรรมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต


โดยได้แสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างกรรมกับกำเนิดของชีวิตใหม่และความเป็นไปของชีวิตปัจจุบัน 
...
ความคิดเห็นที่ 28

...
ความคิดเห็นที่ 29
กรรมเก่า  คือ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  (สํ.สฬํ.18/217/166)  เป็นเจ้าบทบาทเดิม    จากนั้น  การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ  ซึ่งมีคติว่า  "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น"   และ  โยนิโสมนสิการ  ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า  "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด  แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด  ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"  
...
ความคิดเห็นที่ 30

...
ความคิดเห็นที่ 31
ในคัมภีร์อภิธรรมได้อธิบายไว้ว่า   ไม่มีอะไรจากภพก่อนก้าวไปสู่ภพใหม่   หรือว่าไม่มีอะไรจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น  เปรียบเสมือนเสียงสะท้อนฉะนั้น  (วิภาวินี. 252)


หมายความว่า  ชีวิตที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่เป็นชีวิตใหม่ทั้งชุดทั้งองค์ประกอบทางวัตถุ และองค์ประกอบทางจิต   แต่เป็นของใหม่ที่เนื่องมาจากของเก่า   แต่ก็มิใช่ของเก่า  เปรี่ยบเสมือนเสียงสะท้อนก็ไม่ใช่เสียงเดิม  แต่ถ้าไม่มีเสียงเดิมก็ไม่มีเสียงสะท้อน
แสดงความคิดเห็น
หรือ