สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ธรรมชาติของชีวิต

...
| อ่าน 13 | ตอบ 5
ขนาดตัวอักษร


คำนำ (จากหนังสือเล่มนี้)

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรมหรือคำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติหรือหลายแง่มุม  สุดแต่จะสนใจ  หรือสุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือจะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งทีจะทำให้เราเขาใจหรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล    หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะชวยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เนืองจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเทาทีสติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ

แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 08:26:01

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
 ธรรมชาติของชีวิต


พุทธศาสนาแสดงว่า  สัตว์เป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร  ๔ อย่าง คือ


- กวฬิงการาหาร   ได้แก่  อาหารเป็นคำๆ  หรือ อาหารหยาบ  เช่น  ข้าวแกงเป็นตน
- ผัสสาหาร   ได้แก่  ความรู้สึกทีเกิดจากการสัมผัสหรือรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕  เช่น  ความรู้สึกสุข ทุกข์  เป็นต้น
- มโนสัญกเจตนาหาร  ได้แก่  ความจงใจหรือเจตนา  ที่แสดงออกมาเป็นความต้องการ  ความอยากในเรื่องต่างๆ 
- วิญญาณาหาร  ได้แก่  ความรู้  หรือการรับรู้เรื่องราวต่างๆ


(ม.มู.12/113/87)
...
ความคิดเห็นที่ 2
ตามความในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์นั้นหล่อเลี้ยงด้วยอาหาร ๒  ประเภท  คือ 


- อาหารที่เป็นวัตถุ และ
- อาหารที่เป็นความรู้สึกนึกคิด


ทั้งนี้เพราะ  ชีวิตประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีทั้งสสารและอสสาร  ที่เรียกว่า  รูป กับ นาม   หรือ เรียกรวมว่า  นามรูป  อาหารที่เป็นวัตถุ หรือ สสาร  ก็ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและเสริมสร้างรูป หรือ วัตถุ  
ส่วนอาหาร ที่เป็นนาม หรือ อสสาร ก็ทำหน้าที่หล่อเลี้ยง และเสริมสร้างชีวิตในส่วนที่เป็นนาม หรือ อสสาร  ชีวิตจึงขาดอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้  หากขาดอาหารอย่างใดไป  ก็จะส่งผลให้ชีวิตเป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์  กล่าวคือ หากขาดอาหารที่เป็นวัตถุ  ร่างกายก็บกพร่องไม่สมบูรณ์  
หากขาดอาหารที่เป็นนาม จิตใจก็บกพร่องไม่สมบูรณ์


สัตว์ทุกประเภท  มีสัญชาตญาณหรือความต้องการขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติของชีวิตเหมือนกัน  สัญชาตญาณ หรือ ความต้องการตามธรรมชาติดังกล่าวมานี้   แสดงออกมาชัดเจนในสัตว์ประเภทมนุษย์ นั่นคือ


- ชีวิตุกามะ          อยากมีชีวิตอยู่
- อมริตุกามะ        อยากไม่ตายหรือไม่อยากตาย
- สุขกามะ            อยากมีความสุขหรือต้องการสุข
- ทุกขปฏิกกูละ    รังเกียจความทุกข์ หรือ ไม่ต้องการทุกข์

(เวฬุทวารสูตร สํ.ม. 19/1459/443)

ความหมายหรือความต้องการทั้ง  ๔  อย่างดังกล่าวนี้   โดยใจความก็คือ อยากมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขนั่นเอง


ความอยากหรือความต้องการตามธรรมชาติดังกล่าวนี้   ไม่เพียงแต่เป็นความต้องการพื้นฐานของชีวิตเท่านั้น  แต่ยังเป็นพื้นฐานของความสำนึกทางศีลธรรมด้วย  กล่าวคือ   เพราะเราเองอยากมีชีวิตอยู่  ไม่อยากตาย  อยากมีความสุข  ไม่ต้องการทุกข์   ฉะนั้น  เมื่อมีใครมากระทำการอันใดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเรา   หรือก่อให้เกิดทุกข์แก่เรา  เราก็ย่อมไม่ชอบใจ ฉันใด   เมื่อเรากระทำการเช่นนั้นต่อคนอื่น  เขาก็ย่อมไม่ชอบเหมือนกัน ฉันนั้น   เพราะเขาก็มีความรักสุขเกลียดทุกข์ อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย  เช่นเดียวกับเรา


หากเรารู้จักคิด หรือ รู้จักพิจารณาในทำนองนี้  เราก็จะเห็นได้เองว่า  เราไม่ควรทำชั่วทำเลวกับใครๆ ฉะนั้น  เรื่องของศีลธรรมคือการไม่ทำชั่วทำเลวต่อกัน  และทำแต่สิ่งที่ดีต่อกัน  จึงเป็นสิ่งที่เกิดจากความต้องการตามธรรมชาติของชีวิต  เป็นสิ่งที่ทุกชีวิตเรียกร้องต้องการ  เพื่อความเป็นอยู่ดีมีสุขของชีวิต  หรือเพื่อตอบสนองธรรมชาติของชีวิตนั้นเอง


จากสำนึกทางศีลธรรมอันเนื่องมาจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ๔  ประการดังกล่าวนี้เอง  ที่ก่อให้เกิดศีลธรรมขั้นพื้นฐานขึ้นในหมู่มนุษย์  คือ การเว้นกายทุจริต  ๓   และวจีทุจริต ๔  ซึ่งโดยใจความก็คือ ศีล  ๔  ข้อในศีล ๕  นั้นเอง   และกายทุจริตกับวจีทุจริตดังกล่าวนี้  ก็คือส่วนหนึ่งของอกุศลกรรมบถ ๑๐  การละเว้นหรือความไม่ประพฤติสิ่งเหล่านี้   ก็เป็นกุศลกรรมบถ  ซึ่งพระพุทธศาสนาเรียกว่า  มนุษยธรม  (มโน.ปู.13/75)    ในบางพระสูตร  เรียกว่า อริยธรรม หรืออารยธรรม  (องฺ.ทสก.24/168/296)
 
และในเวฬุทวารสูตร  พระพุทธองค์ได้แสดงถึงการเว้นชั่วที่ครบถ้วนว่า  ต้องทำให้ครบทั้ง ๓  ด้าน คือ 


- ตนเองก็ไม่ทำเอง
- ชักชวนคนอื่นไม่ให้ทำด้วย
- ยกย่องการไม่ทำชั่วนั้นๆด้วย  
(สํ.มหา.19/1459/443)
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 20:02:46
...
ความคิดเห็นที่ 3
นอกจากมนุษย์จะมีความต้องการตามธรรมชาติ ๔  อย่างดังกล่าวแล้ว พระพุทธศาสนายังแสดงว่า  มนุษย์มีธาตุอันเป็นพลังตามธรรมชาติอีกหลายอย่าง  คือ 
- อารัพภธาตุ      (ธาตุแห่งความริเริ่ม)
- นิกกมธาตุ        (ธาตุแห่งการออกหรือไปให้พ้น)
- ปรักกมธาตุ      (ธาตุแห่งความเพียร)
- ถามธาตุ           (ธาตุแห่งพละกำลัง)
- ธิติธาตุ             (ธาตุแห่งความตั้งมั่นหรือมั่นคง)
- อุปักกมธาตุ      (ธาตุแห่งความบากบั่น) 


(อัตตการีสูตร  - องฺ.ฉกฺก. 22/309/377)


ธาตุ หรือ พลังตามธรรมชาติเหล่านี้    เป็นเหตุให้มนุษย์ มีความเป็นตัวของตัวเอง  ที่พุทธศาสนาเรียกว่า  "อัตตการี"    ซึ่งมีความหมายว่า  "กระทำการต่างๆ  ด้วยตนเอง"  ธาตุ  หรือ  พลังเหล่านี้มีลักษณะเป็นกลางๆ  คือ  ไม่ดีไม่ชั่วโดยตัวมันเอง    แต่เป็นพลังที่มนุษย์สามารถนำไปใช้ในทางดี  หรือ ในทางชั่วก็ได้
...
ความคิดเห็นที่ 4

...
ความคิดเห็นที่ 5
ความหมาย  ฉันทะ 3  นัย   2 นัยแรกใช้ทางธรรม  นัยที่ 3 ใช้ทางวินัย

ฉันทะ   1.    ความพอใจ, ความชอบใจ,   ความยินดี,   ความต้องการ,   ความรักใคร่ใฝ่ปรารถนาในสิ่งนั้นๆ   (เป็นกลางๆเป็นอกุศลก็ได้   เป็นกุศลก็ได้)      เป็นอัญญสมานเจตสิก  ข้อ   ๑๓ 
ที่เป็นอกุศล  เช่น   ในคำว่า   กามฉันทะ    
ที่เป็นกุศล  เช่น   ในคำว่า   อวิหิงสาฉันทะ    
2.  ฉันทะ      ที่ใช้เป็นคำเฉพาะ  มาเดี่ยวๆ    โดยทั่วไปหมายถึงกุศลฉันทะ    หรือธรรมฉันทะ     ได้แก่  กัตตุกัมยตาฉันทะ คือ   ความต้องการที่จะทำ   หรือ    ความอยากทำ    (ให้ดี)     เช่น  ฉันทะที่เป็นข้อ    ในอิทธิบาท ๔   ตรงข้ามกับ  ตัณหาฉันทะ   คือ   ความอยากเสพ     อยากได้    อยากเอาเพื่อตัว   ที่เป็นฝ่ายอกุศล
 
3.  ความยินยอม        ความยินยอมให้ที่ประชุมทำกิจนั้นๆ  ในเมื่อตนมิได้ร่วมอยู่ด้วย  เป็นธรรมเนียมของภิกษุที่อยู่ในวัดเดียวกันภายในสีมา     มีสิทธิที่จะเข้าประชุมทำกิจของสงฆ์    พึงเข้าร่วมประชุมทำสังฆกรรม    เว้นแต่ภิกษุใดมีเหตุจำเป็นจะเข้าร่วมประชุมด้วยไม่ได้   เช่น  อาพาธ     ก็มอบฉันทะ คือ แสดงความยินยอมให้สงฆ์ทำกิจนั้นๆได้  
แก้ไขเมื่อ 30-12-2019 20:49:49
แสดงความคิดเห็น
หรือ