สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ปรากฏการณ์ของชีวิต

...
| อ่าน 21 | ตอบ 15
ขนาดตัวอักษร


คำนำ (จากหนังสือเล่มนี้)


พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  


พระพุทธศาสนามีธรรมหรือคำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติหรือหลายแง่มุม  สุดแต่จะสนใจ  หรือสุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือจะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น

 

การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งทีจะทำให้เราเขาใจหรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล    หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะชวยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เนืองจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเทาทีสติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ


แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 08:27:51

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
 ปรากฏการณ์ของชีวิต


ความเป็นไปในชีวิตทั้งในแง่ลบและแง่บวกนั้น   ได้มีลัทธิศาสนาต่างๆ  ให้คำอธิบายไว้แตกต่างกันไปหลายอย่าง ซึ่งพระพุทธองค์ได้สรุปไว้เป็น ๓  ประเภทด้วยกัน  คือ 


- ปุพเพกตเหตุ    เชื่อว่าความเป็นไปของชีวิตทั้งมวลเป็นผลของกรรมเก่า
- อิสสรนิมมานเหตุ   เชื่อว่าความเป็นไปของชีวิตทั้งมวลถูกกำหนดหรือถูกบันดาล  โดยพระเจ้า
- อเหตุอปัจจยะ   เชื่อว่า  ความเป็นไปของชีวิตทั้งมวลไม่เหตุ ไม่มีปัจจัย  (ติตถสูตร  องฺ.ติก. 20/501/222)


ลัทธิทั้ง  ๓   นี้พระพุทธองค์ทรงแสดงว่าเป็นความเชื่อที่ผิด  และทรงแสดงเหตุผลให้เห็นว่าลัทธิทั้ง ๓  นี้ ผิดอย่างไร  กล่่าวคือ


ถ้าเหตุการณ์ทั้งปวงในชีวิตมนุษย์เป็นไปตามทฤษฎีปุพเพกตเหตุอิสสรนิมมานเหตุ  และอเหตุปัจจัยเหตุแล้ว  การที่มนุษย์ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  เป็นต้น  ก็เป็นผลหรือเป็นการกระทำของกรรมเก่า หรือ ของพระเจ้า หรือว่า มันมีเองเป็นเอง  มนุษย์ก็ไม่น่าจะต้องรับผิดชอบอะไรต่อการกระทำนั้น


หรือว่า  ถ้าเหตุการณ์ทั้งปวงในชีวิตมนุษย์เป็นไปตามทฤษฎีทั้ง ๓  ดังกล่าว   มนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องคิดหรือพยายามทำอะไรทั้งในทางดี และในทางชั่ว  เพราะถึงคิดหรือพยายามก็ทำไม่ได้อยู่เอง   ทั้งนี้  เพราะทุกสิ่งถูกกำหนดโดยสิ่งอื่น  มิใช่กำหนดโดยตัวเราเอง


ประการสุดท้าย  เมื่อการเว้นชั่วทำดี ไม่มีหรือมีไม่ได้   การที่คนบางคนประกาศตนเป็นสมณะ  คือ ผู้ประพฤติปฏิบัติดี  (เช่น  เจ้าลัทธิของทฤษฎีทั้ง  ๓  เป็นต้น)   ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้   เพราะแย้งกับหลักการในลัทธิของตนเอง


ลัทธิทั้ง  ๓   ดังกล่าวนี้  พุทธศาสนาจัดเป็น  อกิริยทิฏฐิ  (องฺ.ตก.20/501/225)



...
ความคิดเห็นที่ 2
ในทางพุทธศาสนาแสดงว่า  สุข  ทุกข์  ของชีวิต  มิใช่เป็นผลของกรรมอย่างเดียว   แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสมุฏฐานหลายอย่าง  กล่าวคือ
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือดีกำเริบ
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือเสมหะกำเริบ
- บางอย่างเกิดจากลมกำเริบ
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือทั้งสามอย่างร่วมกัน
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือการบริหารดูแลตนเองไม่ดี
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือฤดูกาลเปลี่ยนแปลง
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือการกระทำของผู้อื่น
- บางอย่างเกิดจากสาเหตุคือผลกรรม  
(สํ.สฬา.18/427/285)
...
ความคิดเห็นที่ 3
กล่าวโดยสรุปก็คือ  สาเหตุของสุข   ทุกข์   ในชีวิตมนุษย์นั้นได้แก่
- โรคภัยไข้เจ็บ
- ธรรมชาติแวดล้อม
- การดูแลสุขภาพ
- การกระทำของผู้อื่น
- ผลกรรมของตน


โรคภัยไข้เจ็บ
- ปิตตะ (ดี)  
- เสมหะ       


ธรรมชาติแวดล้อม
- วาตะ
- สันนิปาตะ
- อุตุ


การดูแลสุขภาพ
- วิสมะ


การกระทำของผู้อื่น
- โอปักกมิกะ


ผลกรรมของต
- กรรมวิปากะ



...
ความคิดเห็นที่ 4
ในทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า   ความเป็นไปของชีวิตทั้งในทางลบและในทางบวก  คือ  ทั้งทุกข์และสุขของชีวิตเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย   และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุปัจจัยของทุกข์และสุขของชีวิตมนุษย์ให้เห็นทั้งกระบวนการ  เริ่มแต่องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์  ไปจนกระทั่งถึงกระบวนการของการดับทุกข์ของชีวิต   ธาตุวิภังคสูตร  (ม.อุ. 14/678 - 681/436)   ดังนี้
๑) มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ ๖
๒) มนุษย์มีอายตนะ  ๖
๓) มนุษย์มีแดนคิด (มโนปวิจาร) ๑๘
๔) กระบวนการเกิดและดับทุกข์ของชีวิต คือ อริยสัจ ๔


@ มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ  ๖  คือ 
- ปฐวีธาตุ
- อาโปธาตุ
- เตโชธาตุ
- วาโยธาตุ
- อากาสธาตุ
- วิญญาณธาตุ 


@ มนุษย์มีอายตนะ คือ ประสาทสัมผัส ๖ คือ
- จักขวายตนะ
- โสตายตนะ
- ฆานายตนะ
- ชิวหายตนะ
- กายายตนะ
- มนายตนะ

...
ความคิดเห็นที่ 5
@ มนุษย์มีแดนคิด ๑๘  คือ 


คิดเรื่อง
- รูป
- สัททะ
- คันธะ
- รสะ
- โผฏฐัพพะ
- ธัมมะ           ด้วย >   โสมนัส  โทมนัส  อุเบกขา  6 * 3 = 18  

...
ความคิดเห็นที่ 6
@ ทุกข์ของชีวิต (ทุกขอริยสัจ)  คือ 


- ชาติ
- ชรา
- มรณะ
- โสกะ
- ปริเทวะ
- ทุกข์
- โทมนัส
- อุปายาส
- อัปปิยสัมปโยค
- นลภติทุกข์
- โดยรวบยอด คือ ปัญจุปาทานขันธทุกข์



...
ความคิดเห็นที่ 7
@ กระบวนการเกิดขึ้นของทุกทั้งมวล  (ทุกขสมุทัยอริยสัจ)  คือ 
- อวิชชา
- สังขาร
- วิญญาณ
- นามรูป
- สฬายตนะ
- ผัสสะ
- เวทนา
- ตัณหา
- อุปาทาน
- ภพ (ภว)
- ชาติ
- ชรามรณะ  โสกะ  ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส  อุปายาส



...
ความคิดเห็นที่ 8
@กระบวนการดับทุกข์ทั้งมวล  (ทุกขนิโรธอริยสัจ)  คือ 
- อวิชชาดับ
- สังขารดับ
- วิญญาณดับ
- นามรูปดับ
- สฬายตนะดับ
- ผัสสะดับ
- ตัณหาดับ
- อุปาทานดับ
- ภพดับ
- ชาติดับ
- ชรามรณะ  โสกะ  ปริเทวะ ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส ดับ


 

...
ความคิดเห็นที่ 9
 @ แนวทางเพื่อความดับทุกข์  (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ)   คือ  มรรคมีองค์ ๘


- สัมมาทิฏฐิ
- สัมมาสังกัปปะ 
- สัมมาวาจา
- สัมมากัมมันตะ
- สัมมาอาชีวะ
- สัมมาวายามะ
- สัมมาสติ
- สัมมาสมาธิ


(ติตถสูตร - องฺ.ติก.20/501/228)  
...
ความคิดเห็นที่ 10
และในติตถสูตร  พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นความเกี่ยวโยงกันขององค์ประกอบของชีวิตทั้ง ๔ อย่างว่า  เป็นกระบวนการให้เกิดทุกข์ขึ้นได้อย่างไร  ดังนี้


เมื่อธาตุ ๖ ประกอบกันเข้า  จึงมีการตั้งครรภ์  (คือ การเริ่มต้นของชีวิต)  
เมื่อมี่การตั้งครรภ์  นามรูป  (หน่วยชีวิต)  ย่อมมี
เพราะมีนามรูป  จึงมีอายตนะ  ๖
เพราะมีอายตนะ ๖  จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะ   จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนา  จึงมีกระบวนการอริยสัจสี่  (คือการเกิด  การดับ ของทุกข์)  (องฺ.ติก.20/501/227) 



...
ความคิดเห็นที่ 11
จากพุทธพจน์ในติตถสูตรนี้   แสดงให้เห็นว่า   สุขทุกข์ของชีวิตนั้น  มิได้เป็นผลของกรรมเก่า หรือ การบันดาลของพระเจ้า หรือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุปัจจัย  ดังที่ลัทธิศาสนาต่างๆ เชื่อถือกันดังกล่าวมาแล้ว  แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุปัจจัยที่อาศัยกัน หรือ เกี่ยวโยงกันอย่างเป็นกระบวนการ  และกระบวนการก็เริ่มขึ้นและจบลงที่่ชีวิตของแต่ละคนนั้นเอง   กระบวนการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ดังกล่าวนี้  พระพุทธศาสนาเรียกว่า  ปฏิจจสมุปบาท   ซึ่งมีความหมายเป็นกลางๆ  ว่า  การอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น   และการอาศัยซึ่งกันและกันดับไปของสิ่งทั้งปวง  เมื่อนำเอากระบวนการปฏิจจสมุปบาทไปอธิบายกระบวนการเกิด และกระบวนการดับของทุกข์   ท่านเรียกว่า  อริยสัจสี่    ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นในติตถสูตรนี้เป็นตัวอย่าง  


กล่าวโดยสรุปก็คือ  พระพุทธศาสนาถือว่า  ที่มาของความสุขหรือความทุกข์ของชีวิตนั้นก็คือตัวชีวิตนั้นเอง   ไม่ใช่มาจากการกำหนด  หรือ การบันดาลจากสิ่งภายนอกใด ๆ    เพราะชีวิตมีลักษณะของทุกข์ติดมาตั้งแต่เกิดแล้ว  ฉะนั้น  ถ้าไม่รู้จักบริหารชีวิตให้ดี   ไม่รู้จักวิธีแก้ทุกข์อย่างถูกต้องแล้ว  ชีวิตก็จะมีทุกข์มากยิ่งขึ้น  
แต่ถ้ารู้จักบริหารชีวิตให้ดี   รู้จักวิธีแก้ทุกข์อย่างถูกต้อง  ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่า่งมีทุกข์น้อยลงจนถึงไม่มีทุกข์เลยก็ได้



แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 12:38:17
...
ความคิดเห็นที่ 12

...
ความคิดเห็นที่ 13
ปฏิจจสมุปบาท   (ปะ-ติด-จะ-สะ-หมุบ-บาด)   "การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกัน เกิดขึ้นพร้อม"   สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น,  การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น,  การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา


ปกิณณกทุกข์   ทุกข์เบ็ดเตล็ด, ทุกข์เรี่ยราย,  ทุกข์จร ได้แก่  โสกะ ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส


สันสกฤต     ชื่อภาษาโบราณของอินเดียภาษาหนึ่ง   ใช้ในศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู   และพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน


โสกะ    ความโศก,   ความเศร้า,  ความมีใจหม่นไหม้,  ความแห้งใจ,  ความรู้สึกหมองไหม้ใจแห้งผาก  เพราะประสบความพลัดพรากหรือสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง  (บาลี โสก  สันสกฤต  โศก)   

ปริเทวะ    ความร่ำไรรำพัน,  ความคร่ำครวญ,  ความรำพันด้วยเสียใจ,  ความบ่นเพ้อ


ทุกข์      1. สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก,  สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้  เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้น และความดับสลาย  เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง (ทุกข์ในไตรลักษณ์)   2.  อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฏขึ้น หรือ อาจปรากฏขึ้น ได้แก่  คน    (ได้ในคำว่า  ทุกขอริยสัจจะ  หรือ  ทุกขอริยสัจจ์  ซึ่งเป็นข้อที่ ๑  ในอริยสัจจ์ ๔)   3. สภาพที่ทนได้ยาก,  ความรู้สึกไม่สบาย  ได้แก่  ทุกขเวทนา,  ถ้ามาคู่กับโทมนัส   ทุกข์หมายถึงความไม่สบายกาย คือ ทุกข์กาย  (โทมนัส คือ  ไม่สบายใจ)   แต่ถ้ามาลำพัง  (ในเวทนา  ๓)   ทุกข์  หมายถึงความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ  คือ ทุกข์กาย และทุกข์ใจ


โทมนัส    ความเสียใจ,  ความเป็นทุกข์ใจ


อุปายาส    ความคับแค้นใจ,  ความสิ้นหวัง


ชีวิต    ความเป็นอยู่


ชีวิตินทรีย์     อินทรีย์ คือ ชีวิต,  สภาวะที่เป็นใหญ่ในการตามรักษาสหชาตธรรม (ธรรมที่เกิดร่วมด้วย)  ดุจน้ำหล่อเลี้ยงดอกบัว  เป็นต้น  มี  2  ฝ่ายคือ   1. ชีวิตินทรีย์ที่เป็นชีวิตรูป  เป็นอุปาทยรูปอย่างหนึ่ง   เป็นเจ้าการในการรักษาหล่อเลี้ยงเหล่ากรรมชรูป  บางทีเรียก   รูปชีวิตินทรีย์  2.ชีวิตินทรีย์ที่่เป็นเจตสิกเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก  อย่างหนึ่ง  เป็นเจ้าการในการรักษาหล่อเลี้ยงนามธรรม คือ จิตและเจตสิกทั้งหลาย  บางทีเรียก อรูปชีวิตินทรีย์  หรือ นามชีวิตินทรีย์   
แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 13:22:56
...
ความคิดเห็นที่ 14
 

...
ความคิดเห็นที่ 15
ไตรสิกขา     สิกขาสาม,  ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา  ๓  อย่าง  คือ อธิสีลสิกขา   อธิจิตตสิกขา  อธิปัญญาสิกขา   เรียกง่ายๆ สั้นๆว่า   ศีล  สมาธิ  ปัญญา    (ภาคปฏิบัติ   มรรคมีองค์ ๘ ย่นย่อเข้าในไตรสิกขานี้)


สิกขา    การศึกษา, การสำเหนียก,  การเรียน,  การฝึกฝนปฏิบัติ,  การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น  ตลอดจนแก้ไขปรับปรุง หรือ พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์;  ข้อที่จะต้องศึกษา,  ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล  สิกขา  ๓  คือ   
1.อธิสีลสิกขา   สิกขาคือศีลอันยิ่ง, อธิศีลอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา,  ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง  
2. อธิจิตตสิกขา    สิกขาคือจิตอันยิ่ง,    อธิจิตอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา,  ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิ  เป็นต้น  อย่างสูง  (กุศลจิตทั้งหลายจนถึงสมาบัติ ๘  เป็นจิต, ฌานสมาบัติที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นอธิจิต; แต่สมาบัติ ๘ นั่นแหละ  ถ้าปฏิบัติด้วยความเข้าใจมุ่งให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิจิต)   
3.  อธิปัญญาสิกขา    สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, อธิปัญญาอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา,   ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง   (ความรู้เข้าใจหลักเหตุผลถูกต้องอย่างสามัญ  อันเป็นกัมมัสสกตาญาณ คือ  ความรู้จักว่าทุกคนเป็นเจ้าของแห่งกรรมของตน   เป็นปัญญา,   วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์  เป็นอธิปัญญา;  แต่โดยนัยอย่างเพลา  กัมมัสสกตาปัญญาที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะ หรือ แม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจถูก้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย  ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในรรค  ก็เป็นอธิปัญญา)  
สิกขา  ๓  นี้   นิยมเรียกว่า ไตรสิกขา  และเรียกข้อย่อยทั้งสามง่ายๆ สั้นๆ ว่า  ศีล  สมาธิ  ปัญญา
แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 13:52:45
แสดงความคิดเห็น
หรือ