สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความทุกข์ ความสุขของชีวิต

...
| อ่าน 22 | ตอบ 16
ขนาดตัวอักษร


คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  


พระพุทธศาสนามีธรรมหรือคำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติหรือหลายแง่มุม  สุดแต่จะสนใจ  หรือสุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือจะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น

 

การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งทีจะทำให้เราเขาใจหรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล    หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะชวยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เนืองจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเทาทีสติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราวและแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
ความทุกข์ ความสุขของชีวิต


คำสอนเรื่องอริยสัจสี่นั้น  แสดงให้เห็นภาพของชีวิตแบบรวมๆ  หรือ เป็นการพูดถึงความทุกข์ของชีวิตในภาพรวม   ในบางพระสูตร พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนกให้เห็นความทุกข์  รวมทั้งความสุขของชีวิตในระดับต่างๆ  อย่างละเอียด   เช่น  ในอิณสูตร   (องฺ.ฉ.22/316/393)  ทรงแสดงว่า  ความทุกข์ของชาวโลก  (กามโภคี)  มี  ๖  อย่าง คือ 
- ความจน  
- การเป็นหนี้
- การเสียดอกเบี้ย
- การถูกทวงดอกเบี้ย
- การถูกทวงหนี้
- การถูกจองจำ


ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า   ชีวิตในทางโลกนั้น  พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ปัญหาทางเศรษฐกิจ  หรือ ปัญหาเรื่องปากท้องเป็นอันดับแรก  และถือว่าเรื่องเศรษฐกิจนั้นเป็นที่มาของความทุกข์สำหรับชีวิตทางโลกอันดับแรก    กล่าวโดยย่อก็คือ    ความจนคือความยากไร้ด้วยปัจจัย ๔  เป็นความทุกข์สำหรับชาวโลก


เมื่อทรงชี้ให้เห็นว่า  ความจนเป็นทุกข์  พระพุทธองค์ก็แสดงให้เห็นว่า  ความจนนั้นแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่เรียกว่า   ทิฏฐธัมมิกัตถะ  คือ   
- อุฏฐานสัมปทา      ขยันทำงาน
- อารักขสัมปทา       รู้จักเก็บออม
- กัลยาณมิตตตา      คบแต่เพื่อนดี
- สมชีวิตา               เป็นอยู่พอควรแก่ฐานะ



...
ความคิดเห็นที่ 2
สำหรับชีวิตในทางธรรม  พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงว่า  ความไม่มีคุณธรรม  ถือว่า  เป็นความจนในทางธรรม ผู้มีชีวิตอยู่ในทางธรรมด้วยความจน  ก็ย่อมจะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นทุกข์เช่นกัน  ผู้ที่ไม่มี สัทธา  หิริ โอตตัปปะ  วิริยะ  ปัญญา  ชื่อว่าเป็นคนจนในทางธรรม  


 คำสอนในพระสูตรนี้  ให้นัยแก่เราว่า


- ความจนทางโลก  คือ ยากไร้วัตถุ
- ความจนทางธรรม  คือ ยากไร้คุณธรรม
- ความจนทุกอย่าง  คือ ทุกข์ของชีวิต  หรือ มีชีวิตอย่างเป็นทุกข์


สาเหตุของทุกข์อีกอย่างหนึ่ง  ก็คือ  การวิวาท   ซึ่งพระพุทธศาสนาเรียกว่า   วิวาทมูลกทุกข์   คือ ทุกข์ที่มีสาเหตุมาจากการวิวาท  และการวิวาทนั้น  มี ๒ ลักษณะ  คือ 
ชาวโลก    วิวาทกันเพราะกาม
นักบวช      วิวาทกันเพราะทิฏฐิ   (องฺ.ทุก.20/282/84)  

...
ความคิดเห็นที่ 3
กาม     ความใคร่,  ความอยาก,  ความปรารถนา,  สิ่งที่น่าปรารถนา  น่าใคร่,  กามมี  ๒  อย่าง  คือ  ๑. กิเลสกาม    กิเลสที่ทำให้ใคร่   ๒.  วัตถุกาม   วัตถุอันน่าใคร่  ได้แก่  กามคุณ  ๕


กามคุณ      ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่  มี  ๕  อย่าง  คือ  รูป เสียง กลิ่น รส  และโผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย)   ที่น่าใคร่น่าพอใจ


กามสุข     สุขในทางกาม,  สุขที่เกิดจากกามารมณ์
แก้ไขเมื่อ 31-12-2019 19:20:30
...
ความคิดเห็นที่ 4
...
ความคิดเห็นที่ 5
และเรื่องของกามนั้น  นอกจากจะเป็นเหตุให้ชาวโลกวิวาทกันแล้ว  ตัวกามเองก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ชีวิตด้วย  โดยพระพุทธศาสนาเปรียบเทียบให้เห็นโทษ   หรือ ความทุกข์ที่เกิดจากกามไว้ ๗ อย่าง  คือ


๑. กามเปรียบเหมือนกระดูกเปื้อนเลือด   ที่สุนัขแทะเท่าไรก็ไม่รู้สึกอิ่ม
๒. กามเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ  ที่นกชนิดต่างๆ พากันยื้อแย่งจนถึงตัวตายก็มี
๓. กามเปรียบด้วคบไฟ  ที่คนถือเดินทวนลมเป็นเหตุให้ไหม้มือ ไหม้แขน  จนบางทีเจ็บปวดถึงตาย
๔. กามเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง   เมื่อใครตกลงไปก็มีแต่เจ็บปวดจนอาจถึงตาย
๕. กามเปรียบด้วยความฝัน  ซึ่งดูสวยงามขณะฝัน  แต่พอตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรสักอย่าง
๖. กามเปรียบด้วยสมบัติที่ยืมเขามา  ชื่นมได้ชั่วคราว  แล้วเจ้าของก็มาเอาคืนไป
๗. กามเปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก   ย่อมเ็นที่หมายปอง แย่งชิงของคนทั้งหลาย  ซึ่งต่างก็พยายามตัดโค่น  แย่งชิงเอาผลมาเพื่อตนเองเป็นเหตุให้ฆ่าฟันกัน
(โปตลิยสูตร - ม.ม. 13/47-53/41)

...
ความคิดเห็นที่ 6
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส   ได้ประมวลเรื่องทุกข์ของชีวิตตามที่มีแสดงไว้ในพระสูตรต่างๆ  เป็น  ๑๐ ประเภท  คือ 
๑.สภาวทุกข์    ได้แก่  ชาติ  ชรา  มรณะ 
๒.ปกิณณกทุกข์    ได้แก่   โสกะ  ปริเทวะ  ฯลฯ
๓.นิพัทธทุกข์   ได้แก่  หนาว ร้อน หิวกระหาย  ฯลฯ 
๔.พยาธิทุกข์  ได้แก่   ความเจ็บไข้  (๒ข้อ นี้  แสดงไว้ในสิริมานนทสูตร)
๕.สันตาปทุกข์  ได้แก่  ความเร่าร้อนจากกิเลส  (อาทิตตปริยายสูตร)
๖.วิปากทุกข์  ได้แก่  ทุกข์จากผลกรรม   (แสดงไว้ในหลายแห่ง)
๗.สหคตทุกข์   ได้แก่  วิปรณาทุกข์  ได้แก่  ทุกข์ที่แฝงมากับสุข  (โลกธรรมสูตร)
๘.อาหารปริเยฏฐิทุกข์  ได้แก่  ทุกข์จากการทำมาหากิน  (สังเวควัตถุ) 
๙.วิวาทมูลทุกข์  ได้แก่  ทุกข์จากการวิวาทกัน  (กามาทีนพ) 
๑๐.ทุกขขันธ์   ได้แก่  ทุกข์รวบยอด  คือ สังขาร  หรือ เบญจขันธ์  (ธจ. 11-18)


   
...
ความคิดเห็นที่ 7
ในเรื่องความสุขของชีวิตนั้น   พระพุทธศาสนาแสดงไว้  ๒  นัย  คือ 


นัยแรก   พูดถึงการดับทุกข์  ซึ่งมีความหมายว่า  เมื่อทุกข์ดับ  ความสุขก็เกิดขึ้น  ดับทุกข์ได้มาก ก็มีความสุขมาก  ดับทุกข์ได้น้อย ก็มีความสุขน้อย   ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง  ก็มีความสุขสมบูรณ์  ในความหมายนี้   ความสุข คือ  ปริมาณลดลงของความทุกข์ หรือ ว่าความสุข คือ  ผลของการลดลงของทุกข์   ดังที่ท่านสรุปไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่า  ภาวะไร้ทุกข์  เรียกว่า  ความสุข  (สารตฺถ. ทุติย.184)


นัยที่สอง    พูดถึงความสุขโดยตรง  โดยจำแนกความสุขเป็นหลายระดับ   ตั้งแต่ระดับต่ำๆ ไปจนถึงระดับสูงสุด  ทั้งสุขทางกาย  สุขทางใจ พร้อมทั้งแสดงลักษณะและคุณภาพของความสุขในระดับนั้นๆ  ไว้ด้วย





...
ความคิดเห็นที่ 8
ทั้งความทุกข์และความสุข  เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้รู้  ให้เข้าใจแล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง   กล่าวคือ  ควรรู้ว่าความทุกข์  คือ อะไร
ความทุกข  เกิดขึ้นได้อย่างไร
ความทุกข์ดับอย่างไร
ความทุกข์ดับได้ด้วยวิธีใด


ส่วนเรื่องของความสุขก็เช่นเดียวกัน  ควรรู้ว่า


ความสุขคืออะไร
ความสุขเป็นอย่างไร
ความสุขประเภทใดควรเสพ  ไม่ควรเสพ
ความสุขเกิดขึ้นได้อย่างไร


เพราะถ้าไม่ตระหนักชัด  ไม่ทราบความเป็นจริงในเรื่องของทุกข์ และสุขที่เกิดขึ้นแก่ตนเองก็ย่อมจะ
- ยินดี ต่อสุข
- ยินร้าย ต่อทุกข์


แล้วทั้งทุกข์และสุข  ก็จะครอบงำจิตใจเรา   เป็นเหตุให้ชีวิตเป็นทุกข์พอๆกัน 

(โลกวิปัตติสูตร - องฺ.อฏฺฐ. 23/96/195) 


แก้ไขเมื่อ 02-01-2020 09:27:43
...
ความคิดเห็นที่ 9
@ลาภ  ยศ  สรรเสริญ สุข. อลาภ อยศ  นินทา  ทุกข์.  เมื่อเกิดขึ้น. ไม่ตระหนัก. ไม่รู้ชัด.   ย่อมเกิด.   ความยินดีในอิฏฐารมณ์.  ความยินร้ายในอนิฏฐารมณ์. ครอบงำจิต = ทุกข์


สุข. ทุกข์.    เมื่อเกิดขึ้น   ตระหนักรู้    รู้ชัด   ไม่เกิด   ยินดีในสุข   ยินร้ายในทุกข์   ไม่ครอบงำจิต  =  สุข




 
...
ความคิดเห็นที่ 10
ในปัญจังคสูตร   (สํ.สฬา.18/413 - 424/278)  พระพุทธองค์แบ่งความสุขเป็น ๑๐ ระดับ  คือ 


กามสุข     คือ   สุขโสมนัสจากกามคุณ
สุขในปฐมฌาน     คือ    สุขจากความสงัดกาม   สงัดจากอกุศลธรรม
สุขในทุติยฌาน    คือ    สุขจากวิเวก
สุขในตติยฌาน     คือ    สุขจากสมาธิ
สุขในจตุตถฌาน   คือ    สุขจากอุเบกขา
สุขในอากาสานัญจายตนะ  คือ  สุขจากความว่าง (อากาส) ซึ่งล่วงพ้นรูปสัญญาได้สิ้นเชิง  ปฏิฆสัญญาล่วงไปหมด 
สุขในวิญญาณัญจายตนะ   คือ  สุขเนื่องด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ  ซึ่งคำนึงวิญญาณอันเป็นอนันต์เป็นอารมณ์
สุขในอากิญจัญญายตนะ   คือ  สุขจากการไม่นึกถึงสิ่งใด
สุขในเนวสัญญานาสัญญายตนะ  คือ สุขจากภาวะเนวสัญญานาสัญญา อันถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
สุขในสัญญาเวทยิตนิโรธ      คือ สุขจากภาวะดับสัญญาและเวทนาทั้งปวง
 
ความสุขทั้ง ๑๐ ระดับนี้   หากกล่าวโดยสรุปก็มี  ๒  อย่าง  คือ
 
เวทยิตสุข.   กามสุข. สมาบัติ ๘  = เสพอารมณ์
 
อเวทยิตสุข     =   นิโรธ  = ไม่เสพอารมณ์   (สารัตถ. ตติย. 184)
 
กล่าวอีกนัยหนึ่ง   ความสุข ๑๐  ระดับนี้  สรุปได้เป็น ๓  ระดับ  คือ 
 
กามสุข.   เสพผัสสะจากวัตถุกาม
ฌานสุข.   เสพอารมณ์เกี่ยวกับรูป  (รูปฌาน).  เสพอารมณ์เกี่ยวกับอรูป  (อรูปฌาน)  
วิมุตติสุข.  ไม่เสพอารมณ์  (นิโรธสมาบัติ)






แก้ไขเมื่อ 02-01-2020 11:42:26
...
ความคิดเห็นที่ 11
ในราชสูตร  (ขุ.อุ.25/52/87)  จำแนกความสุขเป็น ๓ ระดับ  คือ 
- กามสุข
- ทิพยสุข  (ในรูปฌาน และอรูปฌาน)
- ตัณหักขยสูตร  (ผลสมาบัติมีนิพพานเป็นอารมณ์)



...
ความคิดเห็นที่ 12
ในอรณวิภังคสูตร   (ม.อุ.14/659/428)  แสดงความสุขไว้เป็น ๒  อย่างกว้างๆ  คือ


- กามสุข   สุขที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับกาม
- เนกขัมมสุข    สุขที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม


@กามสุข  เป็นเรื่องของ
- ความปรารถนา   (อิฏฐะ)
- ความใคร่           (กันตะ)
- ความพอใจ        (มนาปะ)
- ความรัก             (ปิยะ)
- ความต้องการ     (กามะ)
- ความกำหนัด      (ราชนียะ)


กามสุข  จึงมีลักษณะ  คือ 
- ปุถุชนสุข           (สุขของคนมีกิเลส)
- มิฬหสุข             (สุขที่สกปรก, สุขเลอะเทอะ)
- อนริยสุข            (สุขที่ไม่ประเสริฐ)


กามสุขจึงมีคุณภาพ  คือ 
- หีโน                  (เลว)
- คัมโม                (ต่ำ)
- โปถุชชนิโก        (หยาบ)
- อนริโย               (ไม่ประเสริฐ)
- อนัตถสัญหิโต     (ไม่มีประโยชน์)
- สทุกโข              (มีทุกข์)
- สอุปฆาโต          (มีการเบียดเบียน)
- สอุปายาโส         (มีความคับแค้น)
- สปริฬาโห           (มีความเร่าร้อน)
- มิจฉาปฏิปทา       (ทางปฏิบัติที่ผิด)


@กามสุขจึงเป็นความสุขที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำ (ภิกษุ) ว่า   
- ไม่ควรเสพ
- ไม่ควรเจริญ
- ไม่ควรทำให้มาก
- ควรกลัว



...
ความคิดเห็นที่ 13
 @เนกขัมมสุข   เป็นผลจาก
- การสงัดกาม
- การสงัดอกุศลธรรม


เนกขัมมสุข  จึงมีลักษณะ  คือ 
- ปวิเวกสุข      (สุขเพราะสงัด)
- อุปสมสุข       (สุขเพราะสงบ)
- สัมโพธิสุข     (สุขเพราะรู้)


เนกขัมมสุข  จึงมีคุณภาพ  คือ 
- อทุกโข           (ไม่ทุกข์
- อนูปฆาโต       (ไม่มีความเบียดเบียน)
- อนูปยาโส       (ไม่มีความคับแค้น)
- อปริฬาโห       (ไม่เร่าร้อน)
- สัมมาปฏิปทา  (ทางปฏิบัติที่ถูก)


เนกขัมมสุข  จึงเป็นความสุขที่พระพุทธองค์ทรงแนะ (ภิกษุ) ว่า
- ควรเสพ
- ควรเจริญ
- ควรทำให้มาก
- ไม่ควรกลัว







...
ความคิดเห็นที่ 14
เรื่องความสุขดังกล่าวแล้ว  เป็นการกล่าวถึงความสุขในภาพรวม ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงความสุขทุกประเภท   แต่ถ้ากล่าวถึงความของชาวโลก  หรือ  คนทั่วไปแล้ว  พุทธศาสนาก็กล่าวว่ามีอยู่  ๔ อย่างด้วยกัน  คือ 
- อัตถิสุข          สุขจากการมีโภคทรัพย์
- โภคสุข          สุขจากการบริโภคทรัพย์
- อนณสุข         สุขจากการไม่เป็นหนี้
- อนวัชชสุข      สุขจากการทำงานที่ไม่มีโทษ


(อันนนาถสูตร - องฺ.จตุกฺก.21/62/90)


หากกล้าวสั้นๆ  ก็คือ 
- มีสิน
- กินได้
- ไร้หนี้
- มีงานทำ


ความสุขทั้ง ๔ อย่างดังกล่าวนี้ก็คือ ภาวะตรงกันข้ามกับความจนอันเป็นที่มาของความทุกข์อีกหลายอย่างของชาวโลกนั้นเอง   และความสุขทั้ง ๔ อย่างนี้   พระพุทธศาสนาถือว่า   ข้อที่ ๔  มีความสำคัญกว่า ๓ ข้อแรก




แก้ไขเมื่อ 02-01-2020 13:26:30
...
ความคิดเห็นที่ 15
 

...
ความคิดเห็นที่ 16
โลกธรรม          ธรรมที่มีประจำโลก,   ธรรมดาของโลก,  ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลก และสัตว์โลกก็เป็นไปตามมัน   มี      อย่าง   คือ  ๑. มีลาภ   ๒.ไม่มีลาภ   ๓. มียศ  ๔. ไม่มียศ   ๕. นินทา  ๖. สรรเสริญ   ๗. สุข  ๘. ทุกข์
พึงรู้เท่าทันว่า      สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  กล่าวคือ  ไม่พึงยินร้ายต่อการ  เสื่อมลาภ    เสื่อมยศ   นินทา  ทุกข์
ไม่พึงยินดี  ต่อการได้   (ลาภ)     ยศ     สรรเสริญ    สุข  
แสดงความคิดเห็น
หรือ