สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ชีวิตกับความตาย

...
| อ่าน 18 | ตอบ 6
ขนาดตัวอักษร

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
 @ชีวิตกับความตาย


ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งในคำสอนของชีวิตของพุทธศาสนา  คือ  เรื่องความตาย  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์ และมนุษย์ส่วนใหญ่มองความตายว่าเป็นสิ่งน่ากลัว  กระทั่งถือว่าความตายเป็นสิ่งที่ไม่ควรคิดไม่ควรพูดถึง  เพราะความตายหมายถึงจุดจบหรือความสิ้นสุดของชีวิต  
แต่พระพุทธศานากลับสอนให้รู้จักความตาย  สอนให้คิดถึงความตายไว้เสมอ  และที่สำคัญคือสอนให้รู้จักวิธีที่จะทำให้ไม่ต้องตายอีกต่อไป


พระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่า  ความตายเป็นความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต  เรียกว่า  ทุกขอริยสัจจ์  ความตายเป็นการเปลี่ยนแปลงช่วงหนึ่งของชีวิต  เรียกว่า  อนิจจัง   และความตายไม่ใช่ความสิ้นสุดหรือจุดจบของชีวิต  แต่เป็นเพียงจุดต่อระหว่างชีวิตหนึ่ง กับ อีกชีวิตหนึ่งเท่านั้น  โดยชายแดนของชีวิตปัจจุบันคือจุติจิต   และชายแดนของชีวิตใหม่คือปฏิสนธิจิต   แล้วชีวิตก็เดินหน้าต่อไปเช่นเดิม   นั่นคือมนุษย์ตายแล้วก็เกิดอีก  จนกว่ามนุษย์จะทำให้ตัณหาอันเป็นเหมือนสายใยที่ทำให้กระแสชีวิตไม่รู้จบขาดสะบั้น   หรือ หมดสิ้นไปเท่านั้น  ชีวิตจึงจะสิ้นสุดหรือดับ    จุดจบหรือจุดดับของชีวิตก็คือ ภาวะนิพพาน (อนุปาทิเสสนิพพาน)  ซึ่งจะเรียกว่าจุดจบของความตายก็น่าจะได้  เพราะเมื่อถึงภาวะนิพพานแล้ว พระพุทธศาสนา  เรียกว่า   ถึงอมตธรรมหรือถึงภาวะอมตะ   หรือ ภาวะที่ไม่ต้องตายอีกต่อไป   ทั้งนี้  เพราะไม่มีการเกิดอีก



แก้ไขเมื่อ 05-01-2020 07:46:30
...
ความคิดเห็นที่ 2
พระพุทธศาสนากล่าวถึงความตายด้วยคำหลายคือ  คือ 
- จุติ          ความเคลื่อน (จากโลกนี้)
- เภทะ       ความทำลาย
- อันตรธานะ     ความอันตรธาน (คือหายไป)
- มัจจุ               ความตาย
- มรณะ             ความตาย
- กาลกิริยา        ทำกาละ
- ชีวิตินทรียอุปัจเฉทะ     ความขาดไปของชีวิตินทรีย์
- กเฬวรนิกเขปะ             การทิ้งร่างไปหรือการทิ้งร่างให้เป็นศพ

(สํ.นิ.16/120/68)

คำเหล่านี้   แสดงความหมายของปรากฏการณ์ของชีวิตที่เรียกว่า  ตาย  ว่าเราเรียกได้หลายอย่าง หรือมองได้หลายแง่มุม
    
แก้ไขเมื่อ 05-01-2020 07:55:59
...
ความคิดเห็นที่ 3
ส่วนคำที่แสดงถึงความตายพร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความตายที่ชัดเจนในคำสอนของพระพุทธศาสนา  คือ 
- ขนฺธานํ  เภโท    ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายซึ่งหมายถึงขันธ์ ๕  
- กายสฺส  เภทา    ความแตกของกาย   (คือที่รวมหรือประชุมแห่งธาตุ ๖)

(สํ.นิ.16/120/68. ที.ม.20/295/341)


จากพุทธพจน์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า  ความตาย  เป็นเพียงการแยกกันหรือความแตกออกจากกันของสิ่ง  (คือ ธาตุ ๖ = ปฐวี  อาโป เตโช  วาโย   อากาส วิญญาณ)  ที่รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน  (คือกาย)  หรือเป็นกอง (คือขันธ์)  เท่านั้น   ทั้งนี้  เพราะพระพุทธองค์พบว่า  สิ่งที่เราเรียกว่า  สัตว์ ก็ดี  มนุษย์ ก็ดี  นั้น  เป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือกองธาตุ (คือสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดา  หรือ ตามธรรมชาติของมัน)   ๖  อย่างเท่านั้น  เมื่อธาตุเหล่านี้มารวมกันในลักษณะที่เรียกว่า  กาย  หรือ ขันธ์  ๕ ก็ปรากฏเป็นมนุษย์หรือสัตว์ขึ้น   เมื่อกายหรือขันธ์ ๕ นี้  แยกหรือแตกจากกัน มนุษย์หรือสัตว์ก็หายไป  เพราะฉะนั้น  การตาย  การเกิดของสัตว์หรือมนุษย์  จึงเป็นเพียงการกระบวนแยกกัน  และรวมกันของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดาหรือธรรมชาติหรือธาตุทั้งหลายเท่านั้น   ดังที่ท่านแสดงไว้ในบางพระสูตรว่า "นอกจากทุกข์  ไม่มีอะไรเกิด  ไม่มีอะไรดับ"   (สํ.ส.15/554/199)  


ฉะนั้น   ในคำสอนของพระพุทธศาสนา  คำว่า สัตว์เกิดสัตว์ตาย  หรือว่ามนุษย์เกิด มนุษย์ตาย  จึงเป็นเพียงคำสมมติ หรือภาษาของชาวโลกเท่านั้น  ในความเป็นจริงการเกิดการตายเป็นเพียงกระบวนการรวมกันกระบวนการแยกกัน  ของธาตุทั้งหลายเท่านั้น  
แต่พระพุทธองค์ก็จำเป็นต้องใช้คำว่า  เกิด -  ตาย  ตามภาษาของชาวโลก  เพื่อสื่อความหมายในเบื้องต้นกับชาวโลก   และเพื่อเป็นฐานของการพัฒนาไปสู่ปัญญา  หรือ  ความรู้ขั้นสูงต่อไป


ในมหาเวทัลลสูตรได้แสดงกระบวนการตายหรือกระบวนการแตกดับของกายไว้ว่า   เริ่มจากกายสังขารดับ  วจีสังขารดับ  จิตตสังขารดับ อายุสิ้น  ไออุ่นระงับ   อินทรีย์ทั้งหลายแตกกระจาย  (ม.มู.12/502/542)
แก้ไขเมื่อ 05-01-2020 08:31:13
...
ความคิดเห็นที่ 4
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้ขยายความต่อไปว่า   คนที่จวนจะตาย  ร่างกายจะซูบซีดไปโดยลำดับ อินทรีย์ทั้งหลาย คือ จักขุ  โสตะ ฆานะ ชิวหา  จะดับไปตามลำดับ  กายินทรีย์  มนินทรีย์  และชีวิตินทรีย์จะคงเหลืออยู่เฉพาะในหทัยวัตถุ  วิญญาณที่อาศัยอยู่ในหทัยวัตถุนั้นจะปรารภถึงครุกรรมบ้าง    อาสันนกรรมบ้าง  บุพพกตกรรมบ้าง  อย่างอย่างอย่างหนึ่ง  และกรรมนิมิต  คือ  คดีนิมิตก็จะมาปรากฏต่อวิญญาณนั้น  จากนั้น  สังขารและตัณหาก็จะช่วยกันซัดหรือโยนวิญญาณนั้นจากที่อาศัย  (คือหทัยวัตถุ)  ในโลกนี้  ไปสู่ที่อาศัยใหม่ที่กรรมสร้างขึ้นใหม่  ดุจคนที่โหนเชือก ซึ่งผูกกับต้นไม้ไว้ที่ฝั่งนี้โยนตัวข้ามคลองไปสู่ฝั่งโน้น ฉะนั้น  (วิสุทธิ. แปล.3/1/315) 
...
ความคิดเห็นที่ 5
ตราบใดที่ปัจจัยหรือสาเหตุคือ สังขาร ได้แก่ บุญ บาป  และกิเลส คือ ตัณหายังมีอยู่ กระบวนการตาย - เกิด  ของชีวิตหรือสัตว์ หรือ กระบวนการแยกกัน - รวมกัน  ของธาตุทั้งหลายก็ยังคงดำเนินไปเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีที่สุด   
ต่อเมื่อมนุษย์พัฒนาตนเองไปตามกระแสธรรมจนรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต หรือ ขันธ์ ๕  วิชชา หรือ ความรู้เห็นตามจริงเกิดขึ้น  อวิชชา คือ ความรู้ผิดรู้ไม่จริง  หรือ  ความไม่รู้หายไป   กิเลสอันเป็นผลิตผลของอวิชชาก็หมดไปจิต  เรียกว่า   บรรลุถึงภาวะนิพพาน   หรือ  เรียกว่า  เป็นพระอรหันต์  กระบวนการตาย  -  เกิดจึงยุติเพราะหมดเหตุปัจจัยที่จะทำให้มีการเกิดอีก   เมื่ออัตภาพหรือชีวิตนี้สิ้นสุดลง  ที่เรียกว่า ตาย ซึ่งหมายถึงจิตดวงสุดท้าย คือ จุติจิตดับ  จิตก็ดี  ชีวิตก็ดับ  (วิสุทธิ.แปล.3/1/65)
แก้ไขเมื่อ 05-01-2020 08:46:52
...
ความคิดเห็นที่ 6

แสดงความคิดเห็น
หรือ