สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความรู้และที่มาของความรู้

...
| อ่าน 16 | ตอบ 18
ขนาดตัวอักษร


ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
ความรู้และที่มาของความรู้


ความรู้ที่ได้มาจากการรับรู้ทางอายตนะโดยทั่วไป   หรือ ตามปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันนั้นอาจกล่าวได้ว่า ยังไม่เป็นความรู้ที่เป็นระบบ   เพราะยังมีลักษณะเป็นความรู้ที่กระจัดกระจาย  แล้วแต่ว่าจะได้เห็นได้ฟังอะไร แล้วก็จำไว้หรือบันทึกไว้เป็นเรื่อง เท่านนั้น  ยังไม่มีการนำเอาสิ่งที่จำไว้นั้นมาจัดให้เป็นระบบ   ฉะนั้น ความรู้ในระดับนี้จึงยังไม่เป็นความรู้ที่แท้จริง   ในพระพุทธศาสนาถือว่าความรู้ที่ได้จากการรับรู้ทางอายตนะตามปกติธรรมดาทั่วไป  คน กับ สัตว์ก็มีพอๆกัน  เพราะสัตว์ก็มีอายตนะเช่นเดียวกับคน และสัตว์บางชนิดอาจจะมีอายตนะบางอย่างดีกว่าคนด้วยซ้ำ


แก้ไขเมื่อ 08-01-2020 18:42:52
...
ความคิดเห็นที่ 2
 ความรู้ในความหมายของ "ความรู้"  ที่แท้จริง หรือความรู้ที่เป็นระบบนั้น  พระพุทธศาสนาแสดงว่าเกิดขึ้นหรือได้มา ๓  วิธี  หรือ  ๓  แหล่งด้วยกัน  คือ
สุตะ    การฟัง  หมายถึงกระบวนการศึกษา หรือ การเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวานี้ก็อาศัยกระบวนการรับรู้ของอายตนะนั่นเองในการเรียนรู้  หรือ ศึกษาเรื่องราวต่างๆ  แต่มิใช่เป็นเพียงการรับรู้ แต่มีการเรียนรู้สิ่งที่รับรู้นั้นอย่างเป็นระบบ   ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า "พหุสฺสุโต  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย(องฺ.ปญฺจก. 22/87/129)  ความว่า "ฟังมาก  ทรงจำสิ่งที่ได้ฟัง  สั่งสมสิ่งที่ได้ฟังนั้นไว้"  ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการเรียนรู้แล้วจดจำไว้   และจดจำไว้อย่างเป็นระบบนั่นเอง  ฉะนั้น  ความรู้ในระดับนี้ จึงมีลักษณะเป็น  การรู้จำหรือว่ารู้แล้วจำไว้  (สัญญา)   เรียกว่า  สุตมยปัญญา
แก้ไขเมื่อ 08-01-2020 19:55:06
...
ความคิดเห็นที่ 3
จินตา    การคิด  หมายถึงกระบวนการของการคิดหรือการใช้เหตุผล  เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากสุตะนั่นเอง   ซึ่งหมายความว่า  การเรียนรู้ในระดับนี้  ไม่หยุดอยู่เพียงแค่จำสิ่งที่เรียนรู้ไว้เท่านั้น   แต่นำเอาสิ่งที่จำไว้นั้นเข้ามาสู่กระบวนการของการคิดหรือการใช้เหตุผลอีกทีหนึ่ง   เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือรู้ความหมายของสิ่งนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น  ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า  "พหุสฺสุตา  ธตา  วจสา  ปริจิตา  มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา  สุปฺปฏิวิทฺธา"   (องฺ.ปญฺจก.22/87/129)  ความว่า "ฟังมาก  จำได้  คล่องปาก  ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยทิฏฐิ  (คือ เข้าใจทะลุปรุโปร่ง)" ความรู้ในระดับนี้  จึงมิใช่เพียงจำได้เท่านั้น   แต่มีความเข้าใจในสิ่งที่จำได้นั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง  ฉะนั้น  ความรู้ในขั้นนี้จึงมีลักษณะเป็นความเข้าใจที่ได้จากการคิดหรือการใช้เหตุผล ความรู้ที่ได้จากการคิดจึงอาจมีความหมาย  มีความละเอียดมากไปกว่าความรู้ที่ได้จากตามอง หูฟัง เท่านั้น  เพราะจิตอาจจะสร้างความรู้เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ตามองไม่เห็น   หูฟังไม่ได้ยินด้วยการคิดหรือการใช้เหตุผลก็ได้    ฉะนั้น    ความรู้จากแหล่ง คือ จินตา   จึงเป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนหรือประณีตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง  และความรู้ลักษณะนี้  จะถูกปรมวลไว้ใจิต  ในแบบที่เรียกว่า ทิฏฐิ   (ความเข้าใจ  ความเห็น  ความเชื่อ)    เรียกว่า   จินตามยปัญญา
แก้ไขเมื่อ 08-01-2020 19:44:40
...
ความคิดเห็นที่ 4
ภาวนา    การเจริญ  การทำให้มีขึ้น   หรือ  การพัฒนา  หมายถึงกระบวนการของการพัฒนาจิตหรืออบรมจิต   เพื่อทำจิตให้สงบนิ่ง   พร้อมทั้งกำจัดหรือขับไล่สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง คือ  กิเลสออกไปจากจิต  จิตก็สงบใสบริสุทธิ์  ปัญญาญาณ หรือ ความสามารถในการหยั่งรู้ก็เกิดขึ้น  ความรู้ที่ได้จากการหยั่งรู้หรือได้จากญาณนี้  พระพุทธศาสนาถือว่า เป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือตรงตามความเป็นจริง  เพราะการรู้ด้วยญาณนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการรู้สิ่งนั้นๆ ตามที่เป็นจริง ดังพุทธพจน์ว่า  สมาหิเต จิตฺเต  ธมฺมา ปาตุภวนฺติ  ความว่า   เมื่อจิตเป็นสมาธิ  ความจริงย่อมปรากฏ (สํ.สฬา.18/144/98)  หรือ ที่เรียกสั้นๆว่า  ยถาภูตญาณทัสสนะ  (สํ.นิ.16/69/37)   แปลว่า เห็นด้วยญาณตามความเป็นจริง  ความรู้ในระดับนี้  จึงเป็นความรู้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับตัวกลางหรือสิ่งใดๆ  แต่เป็นการรู้ตรงของจิต   มีลักษณะเป็นการหยั่งรู้ (ญาณ) หรือเป็นความรู้ระดับเหนือประสบการณ์และเหนือเหตุผล  เรียกว่า  ภาวนามยปัญญา

แก้ไขเมื่อ 08-01-2020 19:56:26
...
ความคิดเห็นที่ 5
สรุปได้ว่า  พระพุทธศาสนาถือว่าแหล่งที่มาของความรู้ของมนุษย์มี  ๓  คือ 
๑) อายตนะ   หรือ   ประสาทสัมผัส  ๖  ซึ่งให้ความรู้ในระดับสามัญธรรมดาทั่วไป    เป็นความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางวัตถุ   หรือ  ความรู้เกี่ยวกับโลกทางวัตถุ   (สุตมยปัญญา)
๒) การคิด หรือ การใช้เหตุผล  ซึ่งให้ความรู้ในลักษณะเป็นความเข้าใจ   ซึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุ หรือ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่มิใช่ปรากฏกาณ์ทางวัตถุก็ได้  เป็นความรู้ที่กว้างไกไปกว่าความรู้ระดับแรก (จินตามยปัญญา)
๓) ญาณหรือความหยั่งรู้ของจิต  ซึ่งให้ความรู้ที่มีลักษณะเป็นการเห็นสิ่งนั้นๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง  หรือ อย่างแจ่มแจ้งครบถ้วนด้วยจิตโดยตรง  ซึ่งที่จิตเห็นหรือหยั่งรู้ดังกล่าวนี้อาจจะเป็นเรื่องของวัตถุหรือเป็นเรื่องของอวัตถุก็ได้ (ภาวนามยปัญญา)
...
ความคิดเห็นที่ 6
แหล่งความรู้ทั้ง ๓ ดังกล่าวนี้ พระพุทธศาสนาถือว่า อายตนะ  เป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพต่ำสุด  เพราะอายตนะรับรู้ได้เฉพาะลักษณะหรืออาการแบบหยาบๆ    ของวัตถุที่ปรากฏออกมาให้อายตนะ  เช่น  ตา  หู  เป็นต้น  สัมผัสได้เท่านั้น   เช่น  ตาเรามองเห็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของวัตถุ   (อนิจจลักษณะ)  แต่มองไม่เห็นตัวความเปลี่ยนแปลง  หรือ  กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นไปอย่าง (อนิจจตา)   เช่นเดียวกับเรามองเห็นวัตถุ  แต่มองไม่เห็นองค์ประกอบขั้นต้นของวัตถุที่เรียกว่าปรมาณู  ว่าเป็นอย่างไร เป็นต้น


การคิดหรือการใช้เหตุผล   เป็นแหล่งความรู้ที่ให้ความรู้ขั้นละเอียดขึ้น  อาจจะทำให้เรารู้ความจริงเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่ตามองไม่เห็นได้  เช่น  เรามองเห็นน้ำ   แต่มองไม่เห็นพลังยึดเกาะของน้ำที่เรียกว่า อาโปธาตุ  อันเป็นพลังที่ทำให้ธาตุอื่นๆ ยึดติดกันอยู่ได้  แต่ว่า  เราอาจเข้าใจถึงภาวะหรือความมีอยู่ของอาโปธาตุหรือพลังยึดเกาะดังกล่าวได้ด้วยการใช้เหตุผล   เรามองเห็นวัตถุต่อวัตถุกระทบกันหรือติดกัน แต่เรามองไม่เห็นพลังดึงดูดที่วัตถุมีต่อวัตถุ  แต่เรารู้ว่าพลังดึงดูดมีอยู่ก็ด้วยการใช้เหตุผล  เป็นต้น


แต่พระพุทธศาสนา ก็ถือว่า  การคิดหรือการใช้เหตุผลนั้นอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้  ดังที่ท่านแสดงว่า  สุตกฺกิตมฺปิ   โหติ   ทุตฺตกฺกิตมฺปิ   โหติ  ตถาปิ  โหติ  อญฺญถาปิ โหติ.  (ม.ม.13/306/303)  ความว่า  สิ่งที่คิดอย่างดีแล้วก็ตาม  หรือ ว่าคิดไม่ดีก็ตาม  ก็อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้.  ทั้งนี้   เพราะการคิดหรือการใช้เหตุผล ก็คือการคาดคะเน  หรือ คาดเดานั่นเอง


แหล่งความรู้ทั้ง ๒  คือ อายตนะ กับ การใช้เหตุผล  พระพุทธศาสนาจึงถือว่า  ยังไม่อาจให้ความรู้ที่ถูกต้องตามเป็นจริง
แก้ไขเมื่อ 08-01-2020 20:58:28
...
ความคิดเห็นที่ 7
ญาณหรือความหยั่งรู้  เป็นแหล่งความรู้ขั้นสูงสุด  ซึ่งสามารถให้ความรู้ได้อย่างถูกต้องตรงตามเป็นจริง  เพราะการรู้ด้วยญาณนั้น มีลักษณะเป็นการรู้อย่างฉับพลันและเป็นการรู้สิ่งนั้นๆ อย่างครบถ้วนหรือรอบด้าน   เป็นการรู้ชนิดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยมิติแห่งกาละเทศะ  ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงถือว่าความรู้จากญาณหรือโดยญาณเท่านั้น  จึงเป็นความรู้ที่ถูกต้องตามจริง  (ยถาภูตญาณทัสสนะ) 

แหล่งความรู้ประเภทญาณนี้สามารถให้ความรู้ที่ถูกต้องได้  ทั้งเรื่องของวัตถุและเรื่องของอวัตถุ  แม้เรื่องของวัตถุบางอย่างบางระดับก็อยู่นอกเหนือวิสัยของประสาทสัมผัสทางกาย จำต้องใช้ญาณจึงจะรู้ได้  ดังเช่นเรื่องสสารในระดับละเอียดอ่อน คือ ปรมาณู  พระพุทธศาสนาก็แสดงว่าเป็นวิสัยของญาณชนิดหนึ่งที่เรียกว่า   ทิพพจักขุ   เท่านั้น  เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมก็เป็นวิสัยของญาณ  เรื่องของความเป็นจริงของการเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นวิสัยของญาณ เป็นต้น
...
ความคิดเห็นที่ 8
ในบางพระสูตร  พระพุทธศาสนาก็ได้แสดงที่มาของความรู้แบบต่างๆ  ออกไปอีกหลายอย่าง   เช่น  ในกาลามสูตร  (องฺ.ติก.20/505/243)  ได้แสดงถึงแหล่งที่มาของความรู้ ๑๐ อย่าง คือ
๑)อนุสสวะ      โดยการฟัง  หรือ เล่าเรียนต่อๆกันมา
๒)ปรัมปรา       โดยการถือปฏิบัติ ถือเป็นประเพณีสืบๆกันมา
๓)อิติกิรา         โดยการบอกเล่าหรือคำเล่าลือ
๔)ปิฎกสัมปทานะ    โดยการอ้างตำรา
๕)ตักกะ           โดยการคิดเอาเอง
๖)นยะ              โดยการอนุมาน   หรือคาดคะเนเอา
๗)อาการปริวิตักกะ       โดยการไตร่ตรองตามเหตุผล หรือ การใช้เหตุผล
๘)ทิฏฐินิชฌานนักขันติ     ยอมรับเฉพาะตรงกับความคิดเห็นของตน
๙)ภัพพรูปตา     บุคคลผู้น่าเชื่อถือ หรือ ผู้เชียวชาญ
๑๐)สมโณ โน ครุ    ครูอาจารย์ของตน


  
...
ความคิดเห็นที่ 9
แหล่งความรู้ทั้ง ๑๐  อย่างดังกล่าวนี้  อาจสรุปได้เป็น ๒  ลักษณะ คือ ข้อ  อนุสสวะ  ปรัมปรา  อิติกิรา  ปิฎกสัมปทานะ   ภัพพรูปตา  สมโณ โน ครุ  รวม ๖ ข้อนี้   จัดเป็นประเภท  authority  คือ แหล่งความรู้ที่เป็นบุคคลหรือวัตถุที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าถูกต้องเชื่อถือได้  โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหรือหาเหตุผลอีก    เพราะสิ่งเหล่านั้นมีลักษณะหรือคุณสมบัติบางอย่างรับรองหรือรับประกันตัวเองอยู่แล้ว   
ข้อ  ตักกะ  นยะ  อาการปริวิตักกะ  ทิฏฐินิชฌานักขันติ   รวม ๔ ข้อนี้  จัดเป็นประเภท  reason  คือ เป็นเรื่องของการใช้ความคิดหรือใช้เหตุผล


ความรู้จากแหล่งความรู้ทั้ง ๒ ลักษณะนี้อาจเรียกได้ว่า  ความรู้จากแหล่งภายนอก คือ ๖ ข้อแรก   กับ ความรู้จากแหล่งภายใน (คือ จากตัวเอง)  คือ ๔  ข้อหลัง   และความรู้จากแหล่งภายนอก คือ ๖  ข้อแรกนั้น  ก็จัดเป็นความรู้ประเภท สุตะ  นั่นเอง  
ส่วนความรู้จากแหล่งภายใน ๔ ข้อหลังนั้น  ก็จัดเป็นความรู้ประเภทจินตา  เพราะเป็นผลจากการคิดในลักษณะต่างๆ  ของตนเอง


   
แก้ไขเมื่อ 12-01-2020 19:05:50
...
ความคิดเห็นที่ 10
 ความรู้จากแหล่งความรู้ทั้ง ๑๐ อย่างนี้   พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าควรสงสัยไว้ก่อน  (อลํ  กงฺขิตํุ อลํ  วิจิกิจฺฉิตํุ  -  องฺ.ติก.20/505/243)  ไม่ควรด่วนรับหรือด่วนเชื่อ  แต่ควรจะใช้ปัญญาของตนพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน   จึงค่อยรับหรือเชื่อ   ตามความหมายที่ทรงแสดงในพระสูตร (กาลามสูตร)   นี้  จึงมิได้หมายความว่า  ห้ามเชื่อหรือไม่ยอมรับความรู้จากแหล่งความรู้ทั้ง ๑๐ นี้โดยเด็ดขาด   แต่หมายความว่า แหล่งที่มาของความรู้ทั้ง ๑๐ อย่างนั้น  ไม่อาจเอามาเป็นเครื่องรับรองหรือถือเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน  "ความถูกต้อง"  ของความรู้ได้  เพราะอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้   ทางที่ดีคือเราจะต้องใช้ปัญญาของคนเองพิจารณาตรวจสอบให้รู้อย่างแน่ชัดเสียก่อนแล้วจึงค่อยรับหรือปฏิเสธ  แนวทางในการพิจารณาก็คือควรตรวจสอบดูว่าความรู้หรือความเชื่อดังกล่าวนั้น  เมื่อมีผู้นำไปปฏิบัติ  ให้ผลเป็นอย่างไร   คือ  ดี หรือ  เลว  มีโทษ หรือ ไม่มีโทษ  ผู้รู้ติเตียน  หรือสรรเสริญ  ไร้ประโยชน์ หรือ ให้ประโยชน์ ให้ทุกข์ หรือ ให้สุข


เมื่อพิจารณาเป็นที่ประจักษ์ชัดด้วยตนเองดังกล่าวแล้ว  ก็สามารถตัดสินได้ด้วยตนเองว่า   ความรู้ หรือ เรื่องราวที่เราได้รับมาจากแหล่งต่างๆ ดังกล่าวนั้น  ถูกหรือผิด   ควรรับหรือควรปฏิเสธ
...
ความคิดเห็นที่ 11
จากหลักการที่ทรงแสดงไว้ในกาลามสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า  ความรู้ที่ถูกต้องควรเชื่อถือได้นั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบเป็นอย่างดีเสียก่อน  และความรู้ที่ควรได้รับการตรวจสอบนั้น    ก็คือความรู้ที่ได้จากแหล่งความรู้ทั้ง ๒  ลักษณะ  คือ แหล่งอ้างอิงภายนอก   (authority)   และการใช้เหตุผล (reason) หรือ ความคิดของตนเอง
...
ความคิดเห็นที่ 12
แหล่งความรู้


อนุสสวะ
ปรัมปรา
อิติกิรา
ปิฎกสัมปทานะ => ๖ นี้ authority = สุตะ     
ภัพพรูปตา
สมโณ โน ครุ


ตักกะ
นยะ                         => ๔ นี้  reason = จินตา   
อาการปริวิตักกะ
ทิฏฐินิชฌานักขันติ


ทั้ง ๑๐ ข้อ ที่เป็น สุตะ และ จินตา = ควรสงสัย และตรวจสอบ


- ความรู้ > ควรสงสัย > ตรวจสอบ > ผลของการปฏิบัติ <=>เลว-ดี  มีโทษ-ไม่มีโทษ ผู้รู้ติเตียน-สรรเสริญ  ไร้ประโยชน์-ให้ประโยชน์  ให้ทุกข์-ให้สุข


ความรู้จากแหล่งความรู้คือ สุตะ และจินตา  หรือ  authority และ reason นั้น เรียกได้ว่า เป็นความรู้ขั้นสามัญ   





...
ความคิดเห็นที่ 13
ส่วนความรู้จากญาณ หรือ  จากภาวนานั้น   พระพุทธศาสนาเรียกว่า อภิญญา   ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นความรู้ขั้นวิสามัญหรือเหนือธรรมดาสามัญ   ท่านแสดงไว้หลายนัย  เช่น  อภิญญา  ๖  คือ 
๑.อิทธิวิธิ       แสดงฤทธิ์ได้
๒.ทิพพโสต   หูทิพย์
๓.เจโตปริยญาณ   รู้ใจผู้อื่น
๔.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ    ระลึกชาติได้
๕.ทิพพจักขุ              ตาทิพย์
๖.อาสวักขยญาณ       รู้ทำให้กิเลสหมดสิ้น
(องฺ.ฉกฺก.20/273/312)


ลักษณะของการรู้ในระดับนี้    ท่านแสดงไว้ ๒ ลักษณะ คือ
๑.เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วแล้ว  ย่อมน้อมจิตไปเพื่อระลึก...เพื่อเห็น...เพื่อขจัด...ก็ระลึกได้...เห็นได้...ขจัดได้...(ม.ม.13/506/460)  ผู้มีจิตเป็นสมาธิ   ย่อมรู้ตามจริง  (สํ.ข.17/27/18)  
๒.เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมย่อมปรากฏ  (สมาหิเต  จิตฺเต ธมฺมา  ปาตุภวนฺติ. - สํ.สฬา. 8/144/98)


ลักษณะแรกเป็นการรู้เมื่อต้องการรู้  และรู้อย่างถูกต้องตามจริง  ส่วนลักษณะที่สอง เป็นการรู้ตามกลไกของจิตหรือตามธรรมชาติของจิต    คือ  เมื่อจิตสงบ ความจริงย่อมปรากฏต่อจิตคล้าย กับ เมื่อน้ำใสสิ่งที่อยู่ในน้ำย่อมปรากฏต่อสายตา ฉะนั้น  แล้วแต่ว่าเราจะวางสายตาไว้ตรงไหน  
 
แก้ไขเมื่อ 12-01-2020 20:16:59
...
ความคิดเห็นที่ 14
จิตต้องฝึก







แก้ไขเมื่อ 12-01-2020 20:19:54
...
ความคิดเห็นที่ 15
ในคัมภีร์อภิธรรม พระพุทธศาสนาจำแนกความรู้ออกเป็นประเภทต่างๆ  มากมาย   แต่ในพระสูตรกล่าวถึงความรู้ที่เป็นหลักใหญ่หรือครอบคลุมความรู้ทุกประเภทไว้ใน ๔ ประเภทใหญ่ๆ คือ
๑.ธัมมญาณ           รู้สภาวธรรม  หรือรู้ธรรมชาติ  ตามสภาพที่เป็นจริง
๒.อันวยญาณ         รู้จักอนุมาน  คือ   สามารถรู้สืบสาวไปหาอดีต และรู้คืบหน้าไปหาอนาคตได้อย่างถูกต้อง
๓.ปจิเฉทญาณ       หรือปริยญาณ   รู้จักของเขต  หรือประเภทของธรรมชาติ
๔.สมมติญาณ         รู้จักสมมติตามที่ชาวโลกเขาใช้กัน  (ที.ปา.11/239/239) 


อีกนัยหนึ่ง     รู้จักอริยสัจสี่    ซึ่งโดยความหมายแล้ว ก็คือ
- รู้จักสภาวธรรม  พร้อมทั้งสาเหตุของการเกิดขึ้นของสภาวธรรมนั้นๆ  (ทุกข์ - สมุทัย)
- รู้จักการดับของสภาวธรรม พร้อมทั้งสาเหตุของการดับ (นิโรธ-มรรค)  (ที.ปา.11/239/239)


หรือ กล่าวอย่างย่อที่สุดก็คือ  รู้จักการเกิด  (สมุทยะ)  และการดับ (อัตถังคมะ)  ของรูปและนาม (สํ.ข.17/27/18)  ซึ่งหากจะกล่าวโดยใจความแล้ว   ก็คือ  รู้จักกระบวนการของธรรมชาติอย่างครบวงจร



...
ความคิดเห็นที่ 16
มีข้อน่าสังเกต คือ ความรู้ประเภทอันวยญาณ นั้น   ต่างจากความรู้ประเภทตักกะ  ซึ่งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาได้แสดงการคิดแบบตักกะไว้  ๔ ประเภท  คือ 
๑.อนุสสติกะ     ได้แก่   คิดเดาเอาจากเรื่องราวที่ได้ยิน เป็นการตีความนอกเหนือไปจากข้อมูลที่ได้รับ  เช่น  ฟังเรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่าเคยเป็นพระเวสสันดร  ก็เดาเอาว่าต้องมีอัตตาของพระเวสสันดรมาเป็นพระพุทธเจ้า
๒.ชาติสสระ   คือ  คนที่ระลึกอดีตชาติได้   ๒-๓ ชาติแล้ว เดาเอาว่าต้องมีอัตตาจากชาติก่อนมาสู่ชาตินี้
๓.ลาภี    คือ  นึกเอาเท่าที่นึกได้    เช่น   เมื่อเห็นว่าปัจจุบันตนมีความสุข ก็นึกเอาว่าในอดีตและอนาคตตนก็คงเป็นอย่างนี้เหมือนกัน  (ถือเอาสิ่งที่ตนได้เป็นเกณฑ์)  
๔.สุทธตักกิกะ     คือ   นึกเดาเอาเฉยๆ  โดยไม่มีเหตุหรือ ข้อมูลใดๆ (สุมังคล. แปล. 11/246)





...
ความคิดเห็นที่ 17
ส่วนความรู้แบบอันวยญาณ  นั้น  มีลักษณะเป็นการอนุมานเอาจากข้อเท็จจริง  หรือ  ความเป็นจริงในปัจจุบัน  ไปหาความจริงอันเดียวกันในอดีตหรือในอนาคต   หรือ แม้ในปัจจุบันด้วยกันเอง ซึ่งความจริงดังกล่าวนั้นมักเป็นเรื่องของสภาวธรรม   เช่น   ความจริงเกี่ยวกับภาวะของผู้รู้ (พุทธะ)  ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ อันเป็นภาวะที่เป็นสากล
...
ความคิดเห็นที่ 18


แสดงความคิดเห็น
หรือ