สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความรู้ที่พึงประสงค์ใน พ.ศาสนา

...
| อ่าน 18 | ตอบ 9
ขนาดตัวอักษร
คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ





แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 10:34:58

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
ความรู้ที่พึงประสงค์ในพระพุทธศาสนา


ความรู้แบ่งได้เป็น ๒ ระดับกว้างๆ คือ ความรู้ระดับโลกียะ และความรู้ระดับโลกุตตระ (อภิ.35/796/420)  ความรู้ระดับโลกียะ หมายถึง  ความรู้ทุกประเภท   ตั้งแต่ความรู้ขั้นธรรมดาสามัญไปถึงความรู้ระดับญาณ  หรือ  การหยั่งรู้ที่ยังไม่ถึงขั้นทำให้เป็นพระอริยะ หรือ ยังไม่ถึงขั้นทำให้บรรลุอริยมรรค  อริยผล 
ส่วนความรู้ระดับโลกุตตระนั้น  หมายถึง ความรู้ที่ทำให้เป็นพระอริยะ  หรือ ทำให้บรรลุอริยมรรค อริยผล  ดังคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม  กล่าวไว้ว่า
ตีสุ  ภูมึสุ กุสลาพฺยกเต   ปญฺญา โลกิยา  ปญฺญา จตูสุ  มคฺเคสุ  จตูสุ  ผเลสุ  ปญฺญา  โลกุตฺตรา ปญฺญา
(อภิ.วิ.35/803/434)


ใจความว่า  ปัญญาที่เป็นกุศล และอัพยากฤตในภูมิ ๓  เป็นโลกียปัญญา  ส่วนปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔  เป็นโลกุตตรปัญญา

แก้ไขเมื่อ 14-01-2020 12:11:32
...
ความคิดเห็นที่ 2
พระพุทธศาสนาถือว่า  ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตก็คือ  ความรู้ที่ช่วยปกป้องตนเองให้ปลอดภัยจากหายนะด้านต่างๆ   ของชีวิต หรือ ความรู้ที่ช่วยให้เอาตัวรอดจากทุกข์ภัยต่างๆ ได้   กล่าวสั้นๆ ก็คือความรู้ที่ทำให้มนุษย์ช่วยตนเองได้นั่นเอง   ความรู้ประเภทนี้พระพุทธศาสนา  เรียกว่า  นิปกปัญญา  หรือ  เนปักกปัญญา  ซึ่งความหมายว่า ปัญญารักษาตน หรือ รู้รักษาตัวรอด   (ขุ.ม.29/921/587; อภิ.วิ.35/599/328 ; 35/1107/572)


ฉะนั้น  ความรู้ที่ควรมี หรือ ควรแสวงหาตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็คือปัญญาประเภทนี้   เพราะเป็นปัญญาที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์เสมอไป   ความรู้บางอย่างเท่านั้นที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ และความรู้ที่มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ ก็คือ  ความรู้ประเภทนิปกปัญญา  หรือ  เนปักกปัรญญา  ดังกล่าวแล้ว  
...
ความคิดเห็นที่ 3
ในเรื่องของความรู้ที่ควรรู้ หรือความรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตนั้น  พระพุทธศาสนาแสดงไว้  ๓  ประเภท  คือ

- อายโกศล          ความรู้ความฉลาดในสิ่งที่ดี   ที่ควรทำ

- อปายโกศล        ความรู้ความฉลาดในสิ่งที่ชั่ว  ที่ควรละ

- อุปายโกศล        ความรู้ความฉลาดที่จะทำให้บรรลุถึงสิ่งที่ดี  และรอดพ้นจากสิ่งที่ชั่ว
(ที.ปา.11/228/231)


ความรู้ทั้ง  ๓ ลักษณะนี้  มีความหมายคลุมทั้งความรู้ระดับโลกียะ และระดับโลกุตตระ  เพราะความรู้ทุกอย่างหรือทุกระดับ จะสำเร็จประโยชน์หรือมีผลทางปฏิบัติได้   เราจะต้องรู้ทั้งเนื้อหา แะวิธีการอย่างถูกต้อง เพราะถ้าเรารู้แต่เนื้อหา  แต่ไม่รู้วิธีใช้หรือวิธีทำ   ก็คงจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้  




    
แก้ไขเมื่อ 14-01-2020 12:41:55
...
ความคิดเห็นที่ 4
ในบางพระสูตร  (สํ.ข.17/60/35)  ท่านกล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า   ความรู้ที่พึงประสงค์  คือ รู้คุณรู้โทษ และรู้วิธีที่จะสลัดตนออกจากสิ่งเหล่านั้น   เรียกว่า  รู้อัสสาทะ  อาทีนวะ  และ นิสสรณะ  ในสิ่งนั้น ๆ  ซึ่งเมื่อเทียบกับความรู้ทั้ง ๓  แบบแรก ก็ความหมายเดียวกัน   ดังนี้


อายโกศล > เนื้อหา <  อัสสาทะ.  อาทีนวะ.


อุปายโกศล - - วิธีการ - - นิสสรณะ
...
ความคิดเห็นที่ 5
ในบางพระสูตร  (ที.สี.9/38/32 ; สํ.ข.17/150/100)  ได้แสดงความรู้ที่พึงประสงค์ หรือ ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตละเอียดออกไปเป็น   ๕  ประเด็น  คือ 
- รู้ความเกิด    (สมุทัย)
- รู้ความดับ     (อัตถังคมะ) 
- รู้คุณ            (อัสสาทะ)
- รู้โทษ           (อาทีนวะ)
- รู้วิธีสลัดออก  (นิสสรณะ)
เพราะการรู้ใน ๕ ประเด็นสำคัญนี้เอง   จึงทำให้สามารถแก้ปัญหาขั้นเด็ดขาด  (วิมุติ)  ได้  (สํ. ข.17/60/35 ; 17/27/18) 


หากพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่าใน  ๒ ประเด็นแรกนั้น  เป็นการรู้ถึงกระบวนการหรือธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ    
ส่วนประเด็นต่อมา เป็นการรู้คุณและโทษของสิ่งนั้น  ซึ่งก็คล้ายกับอายโกศล และอปายโกศล  ประเด็นสุดท้ายก็เป็นการรู้วิธีการ  ซึ่งคล้ายกับอุปายโกศลนั้นเอง
แก้ไขเมื่อ 14-01-2020 13:08:42
...
ความคิดเห็นที่ 6
ในมงคลสูตร  (ขุ.สุ.25/318/376)  สรุปความรู้เป็น ๒ ลักษณะ คือ  (๑) ความรู้เชิงปริยัติหรือเชิงทฤษฎี เรียก พาหุสัจจะ  ที่แปลกันว่า  ความเป็นพหูสูต   คือ ได้เรียนได้ฟังมามาก  และ (๒) ความรู้เชิงปฏิบัติ  เรียกว่า   สิปปะหรือศิลปะ  ซึ่งก็ได้แก่ความชำนิชำนาญในการประกอบการ  ความรู้ทั้ง ๒ ลักษณะนี้พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเหตุแห่งความเจริญ  หรือที่เรียกว่า มงคล  ในประเด็นนี้ก็หมายความว่า  ความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือนำไปสู่ความสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ  ได้นั้น   จะต้องรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง   คือ  ต้องรู้ด้วย และทำได้ด้วย  กิจการทุกอย่างต้องการความรู้ทั้ง ๒ ลักษณะ


พระพุทธศาสนาถือว่า   สุดยอดของความรู้คือ   ความรู้ที่ทำให้สิ้นทุกข์  ดังที่กล่าวไว้ในพระสูตรหนึ่งว่า
"พรหมจรรย์นี้ ... มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์...มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งญาณทัสสนะ  เป็นอานิสงส์... แต่ มีเจโตวิมุติอันไม่กำเริบเป็นประโยชน์เป็นสาระเป็นผลสุดท้าย"
(ม.มู. 12/352/373)

และในอีกพระสูตรหนึ่งกล่าวไว้ตรงๆว่า
สุดยอดของปัญญา  คือ ความรู้ในความสิ้นทุกข์  (ปรมา  อริยา ปญฺญา  ยทิทํ  สพฺพทุกฺขขเย ญาณํ)  
(ม.อุ.14/692/445)

แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 09:43:57
...
ความคิดเห็นที่ 7
ตามความในพุทธพจน์ที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า   แม้การรู้ความจริงตามเป็นจริง หรือ อย่างถูกต้อง  ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ขั้นวิสามัญ  ที่เรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ   นั้น  พระพุทธศาสนาก็ยังถือว่ามิใช่ความรู้ขั้นสุดท้าย  หรือ ความรู้สูงสุด   แต่ก็เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความรู้ขั้นสุดท้าย  คือ  สัพพทุกขขยญาณ   ซึ่งถือว่าเป็นความรู้สุดยอด  คือ  ปรมอริยปัญญา


ฉะนั้น  จึงสรุปได้ว่า   ความรู้ที่แท้จริงตามหลักพระพุทธศาสนานั้น  คือ  รู้ถึงสภาวะอันแท้จริงของธรรมชาติ   มิใช่เป็นเพียงการรู้ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ   ซึ่งเป็นเสมือนเงาหรือภาพลวงตาของธรรมชาติเท่านั้น  
ฉะนั้น   การรู้สภาวะอันแท้จริงของธรรมชาติจึงต้องอาศัยเครื่องมือที่พิเศษไปกว่าประสาทสัมผัสธรรมดาของมนุษย์  นั่นคือ  ญาณ  และญาณที่จะนำไปสู่การหยั่งรู้สภาวะธรรมชาติได้อย่างถูกต้องนั้น   ก็มิใช่เพียงญาณทัสสนะ เท่านั้น   แต่ต้องเป็นญาณประเภท  ยถาภูตญาณทัสสะ  จึงจะนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของความรู้  คือ  สัพพทุกขขยญาณ  หรือ  วิมุตติญาณทัสสะ  ได้
แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 10:01:21
...
ความคิดเห็นที่ 8
จึงเห็นได้ว่า  ลักษณะสำคัญของความรู้ที่แท้จริง หรือ ความรู้ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนา ก็คือ เมื่อเกิดความรู้ขึ้น ความชั่วย่อมลดลง หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า   ยิ่งรู้มากเท่าไร   ความชั่วยิ่งลดลงมากเท่านั้น   
ฉะนั้น  ความรู้ตามนัยของพระพุทธศาสนา  จึงมิใช่เพียงการรู้เพื่อรู้  แต่เป็นการรู้เพื่อลดละกิเลส   นั่นคือ  เกิดความรู้ที่แท้จริงในสิ่งใด  ย่อมลดละกิเลสในสิ่งนั้นได้  


ฉะนั้น  "ความลดละกิเลสได้"   จึงอาจถือได้ว่าเป็นมาตรการสูงสุดสำหรับพิสูจน์ "ความจริง"  หรือ  "ความถูกต้อง"  ของความรู้ในเรื่องนั้นๆ



...
ความคิดเห็นที่ 9

แสดงความคิดเห็น
หรือ