สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


รูป หรือ สสาร คือ อะไร

...
| อ่าน 39 | ตอบ 14
ขนาดตัวอักษร
คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ





แก้ไขเมื่อ 16-01-2020 10:15:43

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
@รูป หรือ สสาร คือ อะไร 


พระพุทธศาสนาแสดงว่า สสาร  ขั้นมูลฐาน  หรือ  ธาตุหลักมี ๔  อย่างคือ  สิ่งที่มีสภาพแข็ง  รวมเรียกว่า  ปฐวีธาตุ    (ธาตุดิน)   
สิ่งที่มีสภาพอ่อน   หรือ ซึมซาบไปในสิ่งอื่นๆ ได้  เรียกว่า  อาโปธาตุ  (ธาตุน้ำ)  
สิ่งที่มีสภาพไหว หรือ เคลื่อนไหวได้  เรียกว่า  วาโยธาตุ  (ธาตุลม)  
สิ่งที่มีสภาพร้อน  หรือ ก่อให้เกิดอุณหภูมิได้  เรียกว่า  เตโชธาตุ  (ธาตุไฟ)  (อภิ.วิ.35/115-118/101 ; วิสุทธิ.ทติย.169)     ธาตุเหล่านี้    รวมเรียกว่า   มหาภูตรูป  คือ  เป็นสสารที่มีอยู่เป็นหลัก   หรือ มีอยู่ทั่วไปในจักรวาล    เพราะขึ้นชื่อว่าวัตถุแล้วย่อมประกอบด้วยธาตุหลักเหล่านี้ทั้งนั้น  หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง    ก็คือ   เพราะการรวมตัวกันของธาตุ  ๔ นี้เอง  จึงปรากฏเป็นวัตถุต่างๆ ขึ้น


สิ่งเหล่านี้   ได้ชื่อว่า ธาตุ เพราะคงสภาพของตนไว้  (วิภาวินี.270)  กล่าวคือ  ปฐวีธาตุ  ไม่ว่าจะไปรวมกับธาตุอื่นใด  ก็คงสภาพแข็งไว้เสมอ  เตโชธาตุ  ไม่ว่าจะไปรวมกับธาตุอื่นใด   ก็คงสภาพร้อนอยู่เสมอ  เป็นต้น  พระพุทธศาสนายืนยันว่า  ธาตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีจริง  (ภูตานิ วิชฺชมานตตา-วิสุทธิ.ทุติย.192)

พระพุทธศาสนาแสดงว่า  ธาตุเหล่านี้  มีอยู่อย่างไม่แยกกัน  แม้ในส่วนที่เล็กที่สุดของสสารที่เรียกว่า กลาปะ   ก็คือกลุ่มของธาตุ  ๔  นั่นเอง แต่ว่าโดยลักษณะแล้ว  เราสามารถกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างธาตุเหล่านี้ได้  (วิสุทธิ.ทุติย.193)  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ  ธาตุ ๔ นั้น แยกกันได้ในความคิด  แต่แยกกันไม่ได้ในความเป็นจริง



 
   
แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 19:21:23
...
ความคิดเห็นที่ 2
สถานะแรกของสสาร  คัมภีร์พระพุทธศาสนาได้แสดงลักษณะของธาตุ ๔  ให้ละเอียดออกไปว่า
- ปฐวีธาตุ     มีลักษณะหยาบหรือแข็ง  เป็นที่อาศัยของธาตุอื่น เป็นที่รองรับธาตุอื่นไว้
- อาโปธาตุ   มีลักษณะเหลว  ไหล  ซึมซาบ  ช่วยทำให้ธาตุอื่นพอกพูนขึ้น และเป็นตัวยึดเกาะธาตุอื่นไว้ด้วยกัน
- เตโชธาตุ    มีลักษณะร้อน ทำให้เกิดการย่อยสลาย  และรักษาสภาพของวัตถุนั้นๆ  มิให้เสีย
- วาโยธาตุ    มีลักษณะอุ้มหรือพยุงธาตุอื่นไว้   ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว  และทำให้ปรากฏอาการต่างๆ  ในวัตถุ
(วิสุทธิ.ทุติย.189) 


 
...
ความคิดเห็นที่ 3
จากความหมายของธาตุทั้ง ๔  ดังกล่าวนี้  แสดงให้เห็นว่า  ธาตุเหล่านี้  มิใช่ตัววัตถุเช่นดินหรือน้ำ  แต่เป็นภาวะซึ่งเทียบได้กับพลังหรือพลังงานที่ก่อให้เกิดเป็นวัตถุเช่นดินหรือน้ำขึ้นอีกทีหนึ่ง  ฉะนั้น  พระพุทธศาสนา  จึงเรียกธาตุเหล่านี้ว่า  ภาวะ  (วิสุทธิ.ทุติย.169) คือ 


ปฐวีธาตุ
ถัทธภาวะ    (ภาวะแข็ง)
ชรภาวะ       (ภาวะกระด้าง)


อาโปธาตุ
อาพันธนภาวะ    (ภาวะยึดเกาะ)
ทรวภาวะ           (ภาวะซึมซาบ)


เตโชธาตุ
ปริปาจนภาวะ      (ภาวะเผาไหม้)
อุณหภาวะ           (ภาวะร้อน)


วาโยธาตุ
วิตถัมภนภาวะ      (ภาวะพยุงไว้)
สมุทีรณภาวะ       (ภาวะเพิ่มพูนขึ้น)


และภาวะเหล่านี้  เรียกได้ว่า  เป็นสถานะแรกของสสาร  ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา

แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 19:44:58
...
ความคิดเห็นที่ 4
ธาตุเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา เนื่องจากธาตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก  จึงมองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา   พระพุทธศาสนาแสดงว่า  เรารู้จักธาตุเหล่านี้ได้ก็ด้วยตาทิพย์หรือญาณเท่านั้น  (ปรมตฺถมญฺชุสา ตติย. 181)   จากข้อความนี้  ก็หมายความว่า   สสารในภาวะแรกสุดนั้น  อยู่ในรูปของพลังหรือ พลังงาน  ซึ่งเราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาธรรมดา  พระพุทธศาสนาได้ความรู้เรื่องสสาระดังกล่าวนี้มาด้วยญาณหรือตาทิพย์  ผู้ที่มีญาณหรือตาทิพย์เท่านั้น  จึงจะรู้เรื่องสสารได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง (ยถาภูตํ  ปชานาติ)   


ในบางคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธาตุทั้ง ๔  หรือสสารขั้นมูลฐานทั้ง ๔  ชนิดนี้อีกว่า  ธาตุ  ๓ ชนิด คือ ปฐวี เตโช  วาโย  เราสามารถสัมผัสได้หรือรับรู้ได้ด้วยสัมผัส  แต่อาโปธาตุเราไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยสัมผัส  แต่รู้ได้ด้วยเหตุผล หรือด้วยการอนุมานเอา (วิภาวินี. 272) ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมอธิบายว่า  อาโปธาตุเป็นธาตุประเภทธรรมธาตุ   และจัดเป็นรูปประเภทสุขุมรูป   คือ  สสารละเอียด (อภิ.แปล.77/253,262)  ปฐวี  เตโช  วาโย   เป็นธาตุที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้


 


 
...
ความคิดเห็นที่ 5
ธาตุหรือสสารทั้ง  ๔  ชนิดมีอยู่อย่างไร  ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค อธิบายว่าธาตุ  ๔   ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนี้
ปฐวีธาตุ        มีอยู่โดยอาโปธาตุช่วยยึดไว้   เตโชธาตุช่วยรักษาสภาพไว้   วาโยธาตุช่วยพยุงหรือช่วยให้คงรูปทรง
อาโปธาตุ      อาศัยปฐวีธาตุ  เตโชธาตุช่วยรักษาไว้   วาโยธาตุช่วยพยุงไว้
เตโชธาตุ      อาศัยปฐวีธาตุ  อาโปธาตุช่วยยึดไว้    วาโยธาตุช่วยพยุงไว้
วาโยธาตุ        อาศัยปฐวีธาตุ   อาโปธาตุช่วยยึดไว้  เตโชธาตุช่วยทำให้อุ่น  (มีอุณหภูมิ)  
(วิสุทธิ.ทุติย.194)


จากคำอธิบายเรื่องธาตุ  ๔   ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า  ปฐวีธาตุเป็นธาตุหลัก   เพราะเป็นที่อาศัยของธาตุอื่นๆ   สภาพของความมีอยู่ของธาตุ ๔  ดังกล่าวนี้ จึงอาจเทียบได้กับโครงสร้างของอะตอมในวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน    นั้นคือปฐวีธาตุมีสภาพคล้ายกับ  nucleus  ของ  atom  โดยมีอนุภาค คือ ธาตุอีก  ๓  ธาตุเคลื่อนไหวหรือวิ่งวนอยู่โดยรอบนั่นเอง  
  

...
ความคิดเห็นที่ 6
จากการรวมตัวกันของธาตุ  ๔  นี้เอง  จึงก่อให้เกิดก้อนสสารขั้นต้นที่เรียกว่า  กลาปะ   ขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นก้อนสสารที่เล็กที่สุดจนมองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา   ก้อนสสารที่เล็กที่สุดนี้บางที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า  ปรมาณู   เล็กมากจนต้องเทียบด้วยอากาศ (อากาสโกฎฐาสิโก) ซึ่งมีความหมายว่าเหมือนกับไม่มีนั่นเอง   (อากาส = อวกาศ)  ปรมาณูจึงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาธรรมดา   (มังสจักขุ)   เห็นได้ด้วยตาทิพย์เท่านั้น   (อภิ.แปล.78/377)  ดังที่คัมภีร์สัมโมหวิโนทนีอธิบายไว้ว่า  "ปรมาณู  นาม  อากาสโกฏฺฐาสิโก   มํสจกฺขุสฺส  อาปถํ  นาคจฺฉติ   ทิพฺพจกฺขุสฺเสว  อาคจฺฉติ"  ในคัมภีร์เดียวกันได้ให้มาตราวัดเพื่อแสดงขนาดของปรมาณู ไว้ดังนี้


36 ปรมาณู   =  1  อนู
36 อนู          =  1 ตัชชารี   (เกิดจากอนูนั้น)
36 ตัชชารี    =  1  รถเรณู   (ฝุ่นที่เกิดจากรถวิ่ง)
36 รถเรณู     =  1  สิกขา    (ไข่เหา)
7   สิกขา      =   1 โอกา    (ตัวเหา)
7   โอกา       =   1 ธัญญมาส  (เม็ดข้าวเปลือก)
ฯลฯ
(อภิ.แปล 78/378)


เพราะฉะนั้น  จึงกล่าวได้อย่างไม่ผิดว่า   พระพุทธเจ้าทรงเป็นคนแรกที่เสนอทฤษฎีปรมาณูแก่โลก  รวมทั้งเรื่องพลังงานอันเป็นสถานะแรกสุดของสสารด้วย






แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 20:55:14
...
ความคิดเห็นที่ 7
เมื่อธาตุ ๔  รวมตัวเป็นก้อนสสาร   (กลาปะ)  ขึ้นแล้ว  ก็ทำให้เกิดคุณภาพของสสารตามมาอีก ๔ อย่าง  คือ  สี  กลิ่น  รส และโอชะ   ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นคุณภาพชั้นต้นของวันถุทั้งปวง เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า    ก้อนสสารชั้นต้นสุดที่เรียกว่า กลาปะ  ซึ่งมีขนาดที่เรียกว่า ปรมาณู  นั้น  ต้องมี  สี  กลิ่น  รส และโอชะด้วยเสมอ   ฉะนั้น   การรวมตัวกันของทั้ง  ๘  อย่างนี้ คือ  ปฐวี อาโป เตโช วาโย  วัณณะ  คันธะ  รส  โอชะ  พระพุทธศาสนา  เรียกว่า   อวินิพโคภรูป   มีความหมายว่า  รูปที่แยกจากกันไม่ได้  (วิภาวินี.261)  หมายความว่า  เมื่อธาตุ ๔ รวมตัวกันเมื่อใด  สี  กลิ่น รส โอชะ  ก็จะปรากฏขึ้นทันที  แสดงว่า  สี  กลิ่น รส และโอชะ นั้น  เป็นผลจากการรวมตัวกันของธาตุ ๔ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าก้อนสสารแม้จะเล็กเพียงไร   ก็มี สี  กลิ่น รส และโอชะ  เสมอ  ฉะนั้น จึงเท่ากับพระพุทธศาสนาได้แสดงให้เห็นว่า  ทั้ง ๔  สิ่งนี้  คือ  สี  กลิ่น  รส โอชะ  เป็นคุณภาพชั้นต้นของวัตถุทั้งปวง


แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 21:18:45
...
ความคิดเห็นที่ 8
จากคำสอนเรื่อง กลาปะ  นี้  พระพุทธศาสนาได้บอกให้เราทราบว่า  ธาตุมูลฐาน ๔  อย่าง คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย  รวมตัวกันอย่างไร   จึงได้เกิดเป็นก้อนวัตถุขึ้น  และก้อนวัตถุชั้นแรกสุดนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร (อวินิพโครูป)  มีขนาดเท่าใด   (ปรมาณู)  และรวมเป็นก้อนวัตถุขึ้นแล้วก่อให้เกิดคุณภาพอะไรขึ้นเป็นอันดับแรก


นอกจากนี้  พระพุทธศาสนายังบอกให้เราทราบว่า  ธาตุทุกชนิดมีลักษณะร่วม คือ มิใช่สัตว์  มิใช่ชีวะ  ว่างเปล่า  (จากอัตตา)  เป็นกลาง  (อัพพยากฤต)  (วิสุทธิ.ทุติย.169.171; วิภาวินี.270)  และเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  โดยมีการเคลื่อนไหวเป็น  ๔ ขณะ หรือ ๔ จังหวะ  คือ อุปปจยะ  สันตติ  ชรตา อนิจจตา   และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของรูปหรือสสารช้ากว่าการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลของจิต  17 เท่า  (อภิ.แปล. 77/64)  หรือ 17 ขณะจิตเท่ากับ 1 ขณะของรูปธรรม  (วิภาวินี. 142) 
...
ความคิดเห็นที่ 9
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคยังได้อธิบายไว้ด้วยว่า   ปฐวี กับ อาโปนั้นเป็นธาตุหนัก  ส่วนเตโชกับวาโยเป็นธาตุเบา  (วิสุทธิ.ทุตยิ.270) 


ธาตุหรือสสารขั้นมูลฐานเหล่านี้  รวมตัวกันเป็นก้อน  (กลาปะ)  หรือเป็นปรมาณูของวัตถุขึ้นได้อย่าง ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมได้อธิบายไว้ว่า   มีสาเหตุ  ที่เรียกว่า  สมุฏฐาน  ที่ก่อให้เกิดก้อนหรือรูปวัตถุในลักษณะต่างๆ  ขึ้น  ๔  อย่าง คือ 
- กรรม
- จิต
- อุตุ
- อาหาร


แต่ในกรณีของการเกิดขึ้นของ  "อวินิพโภครูป"   ซึ่งพระพุทธศาสนาอธิบายว่าเป็นก้อนหรือปรมาณูของวัตถุขั้นแรกเริ่มที่สุดหรือเล็กที่สุด  ซึ่งเรียกว่า  สุทธัฏฐกลาปะ นั้น (วิสุทธิ.ทุติย.270)  มีอุตุเป็นสมุฏฐาน  (วิภาวินี. 264)  และในคัมภีร์สัมโมหวิโนทนี ได้อธิบายไว้ตรงๆ ว่า รูปยังรูปให้เกิด  อรูปยังรูปให้เกิดขึ้นไม่ได้   (อภิ.แปล.77/60)  ซึ่งหมายความว่า สสารย่อมเกิดจากสสาร อสสารก่อให้เกิดสสารไม่ได้นั่นเอง  
แก้ไขเมื่อ 15-01-2020 21:43:09
...
ความคิดเห็นที่ 10
น่าสังเกตว่า สมุฏฐาน  หรือ ตัวเหตุที่ทำให้ก้อนสสารหรือปรมาณู สสารอันดับแรก  (อวินิพโภครูป)  เกิดขึ้นนั้น คือ  อุตุ  ซึ่งก็คือ  เตโชธาตุ  นั่นเอง   ฉะนั้น  จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาพบว่า  สาเหตุเชิงสสารที่เป็นตัวทำให้เกิดการก่อตัวเป็นก้อนสสารขึ้นก็คือความร้อน  (อภิ.แปล.77/236)  และพระพุทธศาสนาแสดงไว้ชัดเจนว่า  ธาตุเย็นไม่มี  มีแต่ธาตุร้อน  คือ เตโชธาตุ (วิภาวินี.272)


เมื่อสสารก่อตัวเป็นก้อนสสารอันดับแรก  (อวินิพโภครูป)  ขึ้นแล้ว  สมุฏฐานหรือปัจจัยอื่นๆ คือ  กรรมบ้าง จิตบ้าง อาหารบ้าง ก็เข้ามาช่วยทำรูป หรือ ก้อนสสารนั้นให้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปในรูปแบบต่างๆ  ทั้งในลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต (วิภาวินี.262-6)  
...
ความคิดเห็นที่ 11
คัมภีร์อัฏฐสาลินี   อรรถกถาอภิธรรมได้อธิบายถึงการรวมตัวกันของธาตุ ๔  เป็นก้อนสสารไว้อย่างละเอียดและน่าสนใจยิ่ง กล่าวคือ  ปฐวี  เตโช วาโย รวมกันเป็นก้อนอยู่ได้  โดยมีอาโปเป็นตัวยึดเกาะโดยที่การยึดเกาะของอาโปนั้นก็เป็นไปโดยอาโปไม่ถูกต้องหรือสัมผัสธาตุทั้ง ๓ นั้นเลย   เพราะอาโปนั้นเป็นแรงยึดหรือแรงดึง  จึงไม่จำเป็นต้องกระทบกับสิ่งนั้นก็สามารถทำให้สิ่งนั้นติดกันอยู่ได้


"ธรรมชาติทั้งหลายมีก้อนเหล็กเป็นต้นเหล่านั้น  ชื่อว่าติดกันอยู่เพราะความที่อาโปธาตุนั้นเกาะกุมไว้  แม้ในแผ่นดิน ภูเขา ต้นตาล หน่อไม้ งาช้าง  เขาโค เป็นต้น  ก็นัยนี้เหมือนกัน  ก็อาโปธาตุเท่านั้นเกาะกุมวัตถุเหล่านั้นทั้งหมดทำให้ติดกัน  ธรรมชาติเหล่านั้น  ชื่อว่าเป็นธรรมชาติติดกัน  ก็เพราะถูกอาโปธาตุควบคุมไว้"  (อภิ.แปล.76/301-2)


ในขณะเดียวกัน แม้ว่าธาตุเหล่านี้  จะติดกันหรือเกาะกุมกันเป็นก้อนสสารดังกล่าวแล้ว   แต่ว่าธาตุแต่ละอย่างก็ยังคงลักษณะตัวเองไว้  คือ ปฐวีธาตุก็ยังแข็งอยู่เช่นเดิม   ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะของตน  เพียงแต่เปลี่ยนสภาวะเป็นของแข็งที่ร้อนเท่านั้น  ในกรณีของวาโยธาตุก็เช่นเดียวกัน   แม้ถูกเตโชธาตุทำให้ร้อนก็ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะอื่น  ก็ยังคงมีลักษณะเป็นวาโย   แต่ว่าเป็นวาโยที่ร้อนเท่านั้นเอง  
ธาตุทั้งหลายจึงรวมกันอยู่โดยไม่เปลี่ยนลักษณะของตน  ก้อนวัตถุจะมีสภาพเป็นอย่างไร  คือ เป็นวัตถุที่แข็งหรืออ่อน เป็นวัตถุหนักหรือเบา  จึงขึ้นอยู่กับปริมาณของธาตุที่ประกอบกันเป็นวัตถุนั้นๆ ว่ามีธาตุชนิดใดมากกว่าธาตุอื่นๆ (อภิ.แปล.76/302-4)



...
ความคิดเห็นที่ 12
การรวมตัวกันของธาตุ ๔  เป็นก้อนสสารนั้น พระพุทธศาสนาก็ได้อธิบายไว้ว่า   เป็นการรวมกันอย่างหลวมๆ  คือ ไม่ติดเป็นเนื้อเดียวกัน  แต่มีช่วงว่างระหว่างธาตุแต่ละอย่าง  ช่องว่างดังกล่าวนี้  พระพุทธศาสนา  เรียกว่า  อากาสธาตุ   หรือ ปริจเฉทรูป  (วิภาวินี.278)  การที่ธาตุเหล่านี้รวมกันอยู่โดยไม่สัมผัสกันหรือไม่ติดกัน (อสัมผุฏฺฐตา)  แต่รวมกันเป็นก้อนอยู่ได้ก็ด้วยพลังยึดเกาะหรือพลังดึงดูดของอาโปธาตุดังอธิบายมาแล้วนั่นเอง  
บางครั้ง เพื่อให้เข้าใจถึงความจริงของวัตถุที่รวมกันอยู่ในสภาพดังกล่าวนี้  พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเทียบกายว่าเหมือนฟองน้ำ   (เผณุปมํ  กายมิมํ)   (ขุ.ธ.25/14/21)  ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงสภาพของการรวมตัวกันของธาตุ ๔  ได้อย่างชัดเจนที่สุด



...
ความคิดเห็นที่ 13
กล่าวโดยสรุป  ในเรื่องสสาร พระพุทธศาสนาแสดงว่ามีสสารขั้นมูลฐาน ๔  ชนิด  ที่เรียกว่า  "มหาภูตรูป"   ซึ่งมีลักษณะเป็นพลังคือภาวะแข็ง   ภาวะดึงดูดหรือยึดเกาะ  ภาวะร้อน ภาวะไหวหรือเคลื่อน (ปฐวี  อาโป เตโช  วาโย)   สสาร  หรือ  พลังสสารดังกล่าวนี้ มีอยู่อย่างเคลื่อนไหวตลอดเวลาโดยมีการเคลื่อนไหวเป็น ๔ จังหวะ  คือ  อุปจยะ  สันตติ  ชรตา  อนิจจตา   ซึ่งจังหวะทั้ง ๔  นี้  รวมเรียกว่า ขณะหนึ่ง  สสาระจึงมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมาก แต่ยังช้ากว่าการเคลื่อนไหวของจิต ๑๗ เท่า   
สสารเหล่านี้  โดยตัวมันเองเป็นกลาง  คือ ไม่มีสี  ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส  ไม่มีคุณภาพใดๆ   แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ก่อให้เกิดคุณสมบัติต่างๆ  ดังกล่าวนี้ขึ้นมาพร้อมๆ  กันในตัวสสารนั้นๆ  สสารเหล่านี้มี่อยู่อย่างแยกกันไม่ได้   เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  และผของการรวมตัวกันของสสารเหล่านี้นั่นเอง  ที่ก่อให้เกิดเป็นก้อนสสารขึ้น  โดยก้อนสสารในขั้นแรกสุดนั้นมีขนาดเล็กมากจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาธรรมดา   เห็นได้ด้วยตาทิพย์หรือด้วยญาณเท่านั้น    
ก้อนสสารขั้นแรกสุดนี้ เรียกว่า  กลาปะ  หรือ  ปรมาณู  สสารเหล่านี้  แม้จะรวมตัวเป็นก้อนสสาร  หรือ ก้อนวัตถุ   แต่ก็ไม่ติดกันเป็นอันเดียว หรือชิ้นเดียว  แต่มีช่องว่างระหว่างธาตุแต่ละอย่างอยู่เสมอ  ช่องว่าดังกล่าว  เรียกว่า  อากาสธาตุ  หรือ  ปริจเฉทรูป  และธาตุ  หรือ สสารแต่ละอย่างนั้น  เมื่อรวมกันเป็นก้อนสสาร  หรือก้อนวัตถุแล้ว   ก้อนวัตถุนั้นอาจจะเปลี่ยนสภาพเป็นต่างๆได้   เช่น   เหล็ก  อาจเป็นแท่งเหล็กธรรมดา หรือ เผาไหม้เป็นเหล็กร้อน  หรือ เผาจนละลายกลายเป็นของเหลว  
แต่ธาตุแต่ละธาตุที่รวมตัวกันเป็นทอนเหล็กนั้น   จะไม่เปลี่ยนลักษณะหรือภาวะของตนเอง   ยังคงรักษาลักษณะหรือภาวะของตนเองอยู่เสมอ  คือ ปฐวี  คงเป็นปฐวีเหมือนเดิม   อาโป คงเป็นอาโปตามเดิม  เป็นต้น  
ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว   พระพุทธศาสนาจึงแสดงว่าธาตุเหล่านี้  มีอยู่จริง   เพราะคงภาวะ หรือ ลักษณะพื้นฐานของตนเองไว้เสมอ  (ภูตานิ  วิชฺชมานตตา) 


แก้ไขเมื่อ 16-01-2020 10:10:54
...
ความคิดเห็นที่ 14
จบตอน หน้า 114




แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 16:30:58
แสดงความคิดเห็น
หรือ