สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


อสสาร หรือ นามธาตุ คือ อะไร

...
| อ่าน 26 | ตอบ 12
ขนาดตัวอักษร


คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ










แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:55:18

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
@อสสาร หรือ นามธาตุ คือ อะไร


ในคัมภีร์อภิธรรม   ได้สรุปลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ในภาวะที่เป็นอสสาร หรือ อรูปไว้  ๓  อย่าง คือ จิต เจตสิก และนิพพาน  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีลักษณะเหมือนกัน คือ เป็นนามธรรมเหมือนกัน  แต่มีภาวะต่างกัน กล่าวคือ  จิต  ได้แก่  ผู้คิด  ผู้รู้  เจตสิก  ได้แก่  ภาวะที่มีในจิต   ภาวะที่เกิดกับจิต   หรือว่า คุณภาพของจิต  นิพพาน คือ ภาวะของจิตที่พ้นจากอำนาจ หรือ การปรุงแต่งของเจตสิกทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว


ในส่วนที่เป็นอรูปธาตุหรืออสสารนี้   สิ่งที่นับว่าเป็นธาตุหลักก็คือ จิต  หรือวิญญาณธาตุ   ถ้าไม่มีจิต  เจตสิกและนิพพานก็ปรากฏไม่ได้ เพราะทั้งสองสิ่งนั้นเป็นภาวะที่เกิดกับจิต   หรือ เป็นภาวะที่ปรากฏที่จิตนั่นเอง  


จิต คือ อะไร    คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมอธิบายว่า จิต คือ ธรรมชาติที่คิด  หรือว่า รู้อารมณ์ (คือรู้เรื่องราวต่างๆ)  และบางทีก็อธิบายง่ายๆ ว่า  จิตคือความคิด  (วิภาวินี.19-20)  อธิบายอย่างกว้างๆ จิตก็คือวิญญาณขันธ์   อันได้แก่  จักขุวิญญาณ  ฯลฯ  มโนวิญญาณ  (วิภาวนี.19)  บางที่ก็เรียกว่า  วิญญาณธาตุ   (อภิ.แปล.77/205)   ในบางแห่งอธิบาย  จิต  มโน  มนายตนะ  วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนธาตุ  คือ สิ่งเดียวกัน  (อภิ.แปล.77/253)  แต่ยักย้ายใช้คำต่างกันไปตามความเหมาะสม


โดยใจความก็คือพระพุทธศาสนาแสดงว่าจิต คือ สภาวธรรม หรือ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีอยู่ในภาวะเป็นอรูปธาตุ   หรืออสสาร  มีลักษณะสามารถคิด หรือสามารถรู้  เนื่องจากเป็นธาตุอย่างหนึ่ง  จิตหรือวิญญาณ จึงมิใช่สัตว์  มิใช่ชีวะ  เช่นเดียวกับธาตุ  ๔  เหมือนกัน (วิภาวินี.138; อภิ.แปล 77/505)


จิต ต้องอาศัยรูป หรือ สสาร จึงจะเกิดหรือปรากฏขึ้นได้   กล่าวคืออาศัยจักขุ  โสตะ  ฆานะ  ชิวหา  กาย และหทัยวัตถุ   จึงสามารถแสดงตัวให้ปรากฏออกมาได้  (วิภาวินี.116,137)  หมายความว่า  จิตนั้นก็อาศัยกายอันเป็นก้อนสสารนี้เองเป็นเครื่องมือในการแสดงธรรมชาติของตนเองออกมาให้ปรากฏ  คือ ปรากฏเป็นการคิด และการรับรู้ของกาย หรือของมนุษย์นั่นเอง






    
แก้ไขเมื่อ 16-01-2020 18:10:11
...
ความคิดเห็นที่ 2
พระพุทธศาสนาแสดงว่า  จิตเป็นธาตุที่ละเอียดอ่อนมาก  จึงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเร็ว  คือเร็วกว่าการเคลื่อนไหวของรูปธาตุหรือสสาร ๑๗ เท่า  และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตแต่ละขณะนั้น  ประกอบด้วย ๓ จังหวะ  หรือ ๓ ขณะย่อย คือ อุปปาทะ  ฐิติ  ภังคะ  คือ การเริ่มต้น  คงตัวชั่วคราว  แล้วสลาย หรือดับ   แล้วก็เริ่มต้นใหม่  เป็นอย่างนี้เรื่อยไป 







...
ความคิดเห็นที่ 3
ดู คคห.บนประกอบ


1 ขณะจิต
อุปปาทะ -  ฐิติ  -  ภังคะ

1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 -10 - 11 - 12 - 13 - 14 - 15 - 16 - 17


1 ขณะสสารหรือรูป
อุปจยะ -  สันตติ  -  ชรตา  -  อนิจจตา  

...
ความคิดเห็นที่ 4
มโนธาตุ  หรือ วิญญาณธาตุ   ที่เรียกกันง่ายๆ ว่าจิตนี้  อาจอธิบายได้ว่าเป็นพลังอย่างหนึ่ง  แต่เป็นพลังฝ่ายอสสาร  หรือ พลังจิตนั่นเอง  เช่นเดียวกัน  ธาตุ  ๔  เป็นพลังฝ่ายสสาร หรือพลังวัตถุ พลังฝ่ายสสารหรือพลังวัตถุ  ได้แก่  


ภาวะแข็ง            หรือพลังแผ่ขยาย   =    ปฐวีธาตุ
ภาวะเปียกชุ่ม      หรือพลังยึดเกาะ     =    อาโปธาตุ
ภาวะร้อน             หรือพลังเผาไหม้    =    เตโชธาตุ
ภาวะเคลื่อนไหว   หรือพลังเคลื่อน      =    วาโยธาตุ





...
ความคิดเห็นที่ 5
วิญญาณธาตุ   =     พลังรู้ =>จิต
พลังรู้สึก         =     เวทนา 
พลังรู้จำ          =     สัญญา
พลังรู้คิด         =     สังขาร
พลังรู้ชัด         =     วิญญาณ



...
ความคิดเห็นที่ 6
การรับรู้เรื่องราวต่างๆของจิต  ซึ่งทางพระพุทธศาสนา  เรียกว่า  การรู้อารมณ์ของจิต นั้น ต้องอาศัยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทางผ่าน  (อภิ.แปล.77/253 ; 77/165-6)  ขบวนการรับรู้ของจิตนั้นซับซ้อนแต่รวดเร็วมาก   กล่าวคือ   จิตต้องใช้เวลารับ หรือพิจารณาสิ่งที่จะรู้  หรือ สิ่งที่มากระทบประสาทสัมผัสนั้นถึง ๗  ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนทำหน้าที่ต่างๆ กันดังนี้


1.รำพันถึงอารมณ์        =    อาวัชชนะ
2.เห็นหรือฟังเป็นต้น    =    วิญญาณ 
3.รับอารมณ์                =     สัปปฏิจฉันนะ
4.พิจารณาอารมณ์       =    สันตีรณะ
5.กำหนดอารมณ์         =     โวฏฐัพพนะ
6.เสพอารมณ์              =     ชวนะ
7.รู้รสของอารมณ์         =     ตทาลัมพนะ
(วิภาวินี.165)


และในการรับรู้อารมณ์  หรือ  รับรู้สิ่งที่มาสู่การรับรู้ของจิตแต่ละเรื่องนั้น  จิตต้องใช้เวลาในการรับรู้ถึง ๑๗  ขณะ  ในกรณีที่เป็นการรับรู้ตามปกติธรรมดา   เรียงลำดับให้เห็นขั้นตอน  ได้ดังนี้


ขณะจิตที่   1  ภวังค์
ขณะจิตที่   2  ภวังคจลนะ
ขณะจิตที่   3  ภวังคุปัจเฉทะ  (3 ขณะนี้ขั้นตื่นตัว)
ขณะจิตที่   4  อาวัชชนะ         =     ควานอารมณ์
ขณะจิตที่   5  ปัญจวิญญาณ   =     สัมผัสอารมณ์
ขณะจิตที่   6  สัมปฏิจฉันทะ    =     รับหรือจับอารมณ์
ขณะจิตที่  7   สันตีรณะ           =    พิจารณาอารมณ์
ขณะจิตที่  8   โวฏฐัพพนะ        =    กำหนดอารมณ์
ขณะจิตที่  9     ชวนะ                
ขณะจิตที่  10   ชวนะ
ขณะจิตที่  11   ชวนะ
ขณะจิตที่  12   ชวนะ
ขณะจิตที่  13   ชวนะ
ขณะจิตที่  14   ชวนะ
ขณะจิตที่  15   ชวนะ   (ชวนะ 7 ขณะ 9 -15 จิตเสพหรือเคี้ยวอารมณ์)
ขณะจิตที่   16    ตทาลัมพนะ
ขณะจิตที่   17    ตทาลัมพนะ  (16-17 จิตรู้รสอารมณ์แล้วตกภวังค์)
(วิภาวินี.142)


หมายความว่า  ในการรับรู้อารมณ์ของจิต  เช่น  การเห็นภาพ  การได้ยินเสียง เป็นต้น  จิตจะต้องจดจ่ออยู่กับภาพที่ตามอง   หรือ เสียงที่หูฟัง นั้น  นานพอที่จิตจะรับและพิจารณาสิ่งที่ตามอง หรือ หูฟังนั้นได้อย่างเต็มที่    ซึ่งกินเวลาไม่น้อยกว่า  ๑๗  ขณะจิต   จึงจะเกิดการเห็นภาาพนั้น  หรือ  ได้ยินเสียงนั้นได้ชัดเจนว่าอะไร  เป็นอะไร  ซึ่งเป็นการรับรู้ในขั้นที่เรียกว่  มโนวิญญาณ
แก้ไขเมื่อ 16-01-2020 19:31:33
...
ความคิดเห็นที่ 7
 อารมณ์หรือเรื่องราวที่จิตจะรับรู้นั้นมาจาก ๒  ทาง คือ  ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ หรือ ประสาทกาย และจากประสาทใจ  (มนายตนะ)  และอารมณ์ที่ผ่านมาทางประสาทกาย   มี ตา เป็นต้น ก็ดี และผ่านมาจากประสาทใจโดยตรงก็ดี   ก็มิได้หมายความว่า จิตจะต้องรับรู้ทุกเรื่องเสมอไป    แต่จะรับรู้ได้เฉพาะเรื่องที่มีแรงพอที่จะให้จิตรับได้อย่างเต็มที่เท่านั้น   จิตจึงจะรู้เรื่องนั้นได้อย่างชัดเจน  หรือ รู้ตามปกติ  
ส่วนอารมณ์ที่ไม่แรงพอนั้น   ก็มีผลทำให้จิตตื่นจากภวังค์หรือตื่นตัวเพียงเล็กน้อยแล้วก็เลิกสนใจไปเท่านั้น   เพราะไม่แรงพอที่จะทำให้จิตคืิดจนเกิดรู้ว่าอะไรเป็นอะไร   
...
ความคิดเห็นที่ 8
     ประสาท ๕ อติมหันตารมณ์ = รู้ชัดเจน  มหันตารมณ์ = รู้มัวๆ ปริตตารมณ์ = อติปริตตารมณ์ = แทบไม่รู้สึก  อารมณ์
      ประสาทใจ   วิภูตารมณ์ =  รู้ชัดเจน    อวิภูตารมณ์ = รู้มัวๆ 



อติมหันตารมณ์     จิตทำงานครบ  14  ขณะ   (ไม่นับภวังค์) 
มหันตารมณ์         จิตทำงานเพียง 12  ขณะ   
ปริตตารมณ์          จิตทำงานเพียง  7   ขณะ
อติปริตตารมณ์      จิตไม่รับรู้เลย
วิภูตารมณ์             จิตทำงานเพียง 10 ขณะ
อวิภูตารมณ์           จิตทำงานเพียง   8 ขณะ
     
(วิภาวินี.143)


การรับรู้อารมณ์หรือเรื่องราวต่างๆ  ของจิตนั้น  พระพุทธศาสนา  อธิบายว่า  จิตรับรู้ทีละเรื่องหรือที่ละอารมณ์ (วิภาวินี. 133)   ฉะนั้น  เราจะสังเกตได้ว่าขณะที่เราตั้งใจดู  เราจะไม่ได้ยิน หรือ ไม่ค่อยได้ยิน หรือถ้าเราตั้งใจฟัง  เราก็จะไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัด  เป็นต้น
        
แก้ไขเมื่อ 17-01-2020 14:21:18
...
ความคิดเห็นที่ 9
นอกจากนี้   พระพุทธศาสนายังได้อธิบายไว้อีกด้วยว่า  ใน การเห็นรูป นั้น  ผู้เห็นที่แท้จริง คือ จิต  หรือ วิญญาณ  เพราะประสาทกาย คือ จักษุ นั้น เป็นเพียงเครื่องมือ  คือ ไม่สามารถจะเห็นอะไรได้  แต่เป็นเครื่องมือให้จิตเห็นเท่านั้น  (วิภาวินี.158)  ในเรื่องการฟัง การได้กลิ่น  เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน


ฉะนั้น  ในวิสุทธิมรรคจึงกล่าวไว้ตรงๆ ว่า  บุคคลย่อมเห็นรู้ด้วยจิต   โดยมีจักขุประสาทเป็นเครื่องมือ (วิสุทธิ.1/24)



...
ความคิดเห็นที่ 10
จากคำสอนเรื่องจิต หรือ  วิญญาณธาตุของพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่า  ไม่มีจิตหรือวิญญาณหรือชีวะที่เป็นอัตตา  อย่างที่ปรัชญาหรือศาสนาอื่นๆพูดถึง   มีแต่สภาวธรรม หรือ วิญญาณธาตุ ที่เป็นพลังรู้ ซึ่งโดยตัวมันเองนั้น  มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ  และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในลักษณะที่เรียกว่า  อุปปาทะ ฐิติ ภังคะ  หรือ พูดสั้นๆ ว่า เกิด -  ดับ ๆ  อยู่ตลอดเวลานั้นเอง   จิตหรือวิญญาณธาตุนี้ หากไม่มาเกี่ยวข้องกับรูป หรือ สสารก็ไม่ปรากฏ  เพราะวิญญาณธาตุเป็นนามธาตุ หรือ ธรรมชาติที่เห็นไม่ได้ สัมผัสไม่ได้  เพราะฉะนั้น  คำสอนเรื่องจิตหรือวิญญาณธาตุของพระพุทธศาสนา  จึงมิใช่จิตนิยม  (idealism) แบบจิตนิยมในปรัชญาระบบอื่นๆ ทั่วไป


กล่าวโดยสรุป  สิ่งที่มีจริงตามคำสอนของพระพุทธศาสนา  เมื่อกล่าวอย่างย่อที่สุดก็คือ  สิ่งที่เรียกว่า ธาตุ  ซึ่งมีความหมายว่าสิ่งที่ทรงสภาวะของตนเองไว้   และมิใช่สัตว์มิใช่ชีวะ  มีอยู่เป็นอยู่ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมันเอง  โดยอิงอาศัยซึ่งกันและกันในลักษณะที่ต่างเป็นเหตุปัจจัยของกันและกันแบบลูกโซ่ที่   เรียกว่า  อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท


ธาตุ  คือ สิ่งที่มีอยู่นั้น  กล่าวโดยประเภทกว่างๆ  ก็มี  ๒  ประเภท  คือ  รูปธาตุ กับ อรูธาตุ หรือ  สสารธาตุ กับ อสสารธาตุ  หรือว่า รูป กับ นาม  รูปธาตุ หรือ สสารธาตุที่นับว่าเป็นธาตุหลักฝ่ายสสารก็คือธาตุ ๔  
ส่วนอรูปธาตุ   ที่ถือว่าเป็นธาตุหลักฝ่ายอสสารก็คือ  จิต   หรือ  วิญญาณธาตุ 


รูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น  หากจะกล่าวให้ละเอียดออกไปอีก  พระพุทธศาสนาก็แสดงว่ามีทั้งสิ้น ๑๘ ชนิด  (ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒) 

แก้ไขเมื่อ 17-01-2020 15:04:08
...
ความคิดเห็นที่ 11
พระพุทธศาสนาถือว่าธาตุ  คือ สิ่งที่มีอยู่นั้น  หากจำแนกประเภทแล้วก็มีมากมาย  (อเนกธาตุ  นานาธาตุ)  แต่จะมีมากมายสักเพียงไร  ก็รวมอยู่ในจำนวนธาตุ ๑๘ ชนิด ธาตุที่พระพุทธศานาแสดงไว้นั้น  จึงเป็นเพียงธาตุหลักๆ  เท่านั้น   เพราะโลกนี้เป็นอเนกธาตุ   แต่ธาตุทั้งหมดก็มีอยู่สภาวะของธาตุ  ๑๘  เท่านั้น  (อภิ.แปล. 77/259-261)  

ธาตุคือสิ่งที่มีอยู่เหล่านี้   ทั้งที่เป็นรูปธาตุ และอรูปธาตุ  หรือว่ารูปธรรม หรือ นามธรรม พระพุทธศาสนาแสดงว่าเป็นสภาวธรรม  คือ สิ่งที่มีอยู่ และเป็นไปตามสภาวธรรม หรือตามธรรมชาติของมันเอง  (อภิ.แปล.77/86,254)  และธาตุทั้งปวงล้วนมีลักษณะร่วม  คือ  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และเกิด ดับ หรือ เคลื่อนไหวไปตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา หรือ  ปฏิจจสมุปบาท
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 16:35:09
...
ความคิดเห็นที่ 12
จบตอน หน้า 122




แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 16:32:48
แสดงความคิดเห็น
หรือ