สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ลักษณะหรือธรรมชาติของความดี

...
| อ่าน 20 | ตอบ 7
ขนาดตัวอักษร
คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ





แก้ไขเมื่อ 18-01-2020 16:26:26

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
ลักษณะหรือธรรมชาติของความดี


จะเห็นได้ว่า   พระพุทธศาสนาพูดึงความดีควบคู่ไปกับความสุขเสมอ   และมีพุทธพจน์บางแห่งตรัสไว้ตรงๆ ว่า   "บุญคือความดี เป็นชื่อของความสุข"   เป็นเหตุให้บางคนเข้าใจว่า  หลักจริยศาสตร์ของพระพุทธศาสนา  ก็คือ  ความดีคือความสุข   เช่น เดียวกับความคิดของสุขนิยม  (hedonism) ซึ่งความจริงไม่ถูกต้อง เพราะถ้าถือว่า  ความดีคือความสุข  การแสวงหาความสุขก็เป็นความดี ซึ่งพระพุทธศาสนามิได้สอนเช่นนั้น   แต่พระพุทธศาสนาถือว่าความสุขเป็นผลของความดี หรือ เป็นความดีส่วนผลซึ่งเกิดจากการทำดี  มิใช่เกิดจากหรือได้จากการแสวงหาความสุขโดยตรง  หรือ ถ้าจะกล่าวให้ตรงจุด  ก็ต้องกล่าวว่า  ความดีคือผลของการแก้ทุกข์ได้   และการแก้ทุกข์ได้นั้น  ก็ต้องแก้ด้วยการทำดี  
ฉะนั้น  การทำดีหรือทำความดี จึงเป็นกระบวนการของการแก้ทุกข์ และผลของการแก้ทุกข์ได้นั่นเอง  เรียกว่า  ความสุข   (นิทฺทุกฺขภาวํ  สุขสฺมึเยว  ปญฺญเปติ  -  สารตฺถ.ตติย. 184)


ความสุข  มีความหมายว่า เป็นภาวะที่ทนได้ง่ายหรือไม่ต้องทน   ส่วนทุกข์  มีความหมายว่าเป็นภาวะที่ทนได้ยาก  หรือ ว่าทนไม่ได้ คือ ต้องแก้ไขให้มันผ่านพ้นไป  ฉะนั้น  ในหลักจริยศาสตร์ของพระพุทธศาสนา  จึงมิได้สอนให้คนพยายามแสวงหาความสุข  แต่สอนให้คนพยายามแก้ไขความทุกข์ให้หมดไปแล้วความสุขก็เกิดมีขึ้นเอง
แก้ไขเมื่อ 18-01-2020 16:46:51
...
ความคิดเห็นที่ 2
พระพุทธศาสนาแสดงว่า  ความดีมิได้มีลักษณะเป็นความสุขอย่างเดียวเท่านั้น   แต่ได้แสดงลักษณะของความดีไว้หลายอย่าง  กล่าวคือ

ในทุจริตสูตร  (องฺ.ทุก.20/264/74) ได้แสดงไว้ว่า การทำดี คือ กรณียะหรือสุจริต ๓  ย่อมให้ผลดี  ๕ ประการ  คือ
๑.ตนเองติเตียนตนเองไม่ได้
๒.ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ย่อมสรรเสริญ
๓.ชื่อเสียงที่ดีย่อมฟุ้งขจรไป
๔.ย่อมไม่หลงตาย
๕.เมื่อตายลง  ย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์


ในกาลามสูตร   (องฺ.ทุก.20/505/243)  แสดงลักษณะของความดีความชั่วไว้ว่า   ความชั่วมีลักษณะ  คือ 
๑.เป็นอกุศล
๒.มีโทษ (สาวัชชะ)
๓.วิญญูชนติเตียน  (วิญญุครหิต)
๔.ก่อให้เกิดสิ่งไร้ประโยชน์  (อหิต)  
๕.ก่อให้เกิดทุกข์  (ทุกข์)

ส่วนความดีก็มีลักษณะตรงกันข้าม  คือ 


๑.เป็นกุศล
๒.ไม่มีโทษ
๓.วิญญูชนสรรเสริญ
๔.ก่อให้เกิดประโยชน์
๕.ก่อให้เกิดสุข


ในอีกสูตรหนึ่ง (องฺ.ติก.20/551/338) แสดงว่า  การกระทำที่ดี   คือ  ทำด้วยความไม่โลภ  ไม่โกรธ ไม่หลง  ได้ชื่อว่า  
๑.เป็นกุศล  คือ ดี
๒.ไม่มีโทษ
๓.ให้ผลเป็นความสุข
๔.เป็นไปเพื่อดับกรรม
๕.ไม่เป็นไปเพื่อก่อกรรม


ส่วนการกระทำชั่ว ก็มีลักษณะตรงกันข้าม
...
ความคิดเห็นที่ 3
ในพาหิติยสูตร  (ม.ม.13/553/500)  แสดงลักษณะของการประพฤติ หรือ การกระทำ (สมาจาร) ที่ดีและไม่ดีไว้ว่า  ความประพฤติที่เลว  คือ 


๑.วิญญูชนติเตียน (โอปารัมโภ) 
๒.เป็นอกุศล
๓.มีโทษ (สาวัชโช)
๔.ก่อเวรก่อภัย  (สัพยาปัชโฌ)
๕.มีผลเป็นความทุกข์  (ทุกขวิปาโก)
๖.เบียดเบียนตนเอง  (อัตตพยาพาธ)
๗.เบียดเบียนผู้อื่น  (ปรพยาพาธ)
๘.เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย  (อุภยพยาพาธ)
๙.ความชั่วเจริญ  (อกุสลธัมมาภิวัฒนา)
๑๐.ความดีเสื่อม  (กุสลธัมมปริหาย)


ส่วนความดี  ก็มีลักษณะตรงกันข้าม  คือ  
๑.วิญญูชนไม่ติเตียน (อโนปารัมโภ)
๒.เป็นกุศล
๓.ไม่มีโทษ (อนวัชโช)
๔.ไม่ก่อเวรก่อภัย (อพยาปัชโฌ)
๕.มีผลเป็นสุข  (สุขวิปาโก)
๖.ไม่เบียดเบียนตนเอง  (เนวัตตพยาพาธ)
๗.ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  (น  ปรพยาพาธ)
๘.ไม่เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย  (น  อุภยพยาพาธ)
๙.ความชั่วเสื่อม  (อกุสลธัมมปริหาย)
๑๐.ความดีเจริญ  (กุสลธัมมาภิวัฒนา)


และในอีกพระสูตรหนึ่ง  (องฺ.ทสก.24/167-177/295) ก็แสดงว่าการมีเบญจศีล อนภิชฌา อพยาบาท  และสัมมาทิฏฐิ  ได้ชื่อว่า  


๑.เป็นสิ่งที่ดี  (สาธุ)
๒.เป็นสิ่งประเสริฐ  (อริยะ)
๓.เป็นสิ่งมีประโยชน์  (อัตถะ)
๔.เป็นสิ่งถูกต้อง  (ธัมมะ)
๖.เป็นสิ่งไม่มีอาสวะ  (ไม่หมักหมมความชั่ว)
๗.เป็นสิ่งไม่มีโทษ  (อนวัชชะ)
๘.ไม่เป็นที่ตั้งแต่งความเดือดร้อน (อตปนิยะ)
๙.ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส  (อปจยคามินี)
๑๐.มีสุขเป็นกำไร  (สุขทรยะ)
๑๑.ให้ผลเป็นความสุข  (สุขวิปากะ)

...
ความคิดเห็นที่ 4
จากลักษณะของความดี  ดังที่มีแสดงไว้ในพระสูตรต่างๆ  ดังกล่าวข้างต้น  อาจสรุปได้เป็น  ๒ ลักษณะ 
(๑) ลักษณะของความดีกลุ่มแรก  เป็นลักษณะเชิงจิตวิสัย  คือ เป็นสิ่งที่รู้สึกได้ด้วยความสำนึกทางศีลธรรมของผู้ดีเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่  ลักษณะที่ว่า
๑.ตนเองติเตียนตนเองไม่ได้
๒.ผู้รู้สรรเสริญ
๓.ชื่อเสียงที่ดีฟุ้งขจรไป (คนทั่วไปสรรเสริญ)
๔.ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน (อตปนิยะ)
๕.มีสุขเป็นกำไร  (สุขทรยะ)
๖.ให้ผลเป็นสุข  (สุขวิปากะ)
๗.ไม่เบียดเบียนตนเอง
๘.ไม่เบียดเบียนผู้อื่น


(๒) ลักษณะของความดีกลุ่มที่สอง  เป็นลักษณะเชิงวัตถุวิสัย   คือ  เป็นลักษณะที่แสดงถึงธรรมชาติ หรือ สภาวะของความดีที่เป็นไปโดยตัวมันเอง  ได้แก่


๑.เป็นสิ่งที่ดี  (สาธุ)
๒.เป็นสิ่งประเสริฐ (อริยะ)
๓.เป็นกุศล  (กุสละ)
๔.เป็นสิ่งมีประโยชน์ (อัตถะ)
๕.เป็นสิ่งถูกต้อง (ธัมมะ)
๖.เป็นสิ่งไม่มีอาสวะ  (อนาสวะ)
๗.เป็นสิ่งไม่มีโทษ  (อนวัชชะ)
๘.ความชั่วลดลงความดีเพิ่มขึ้น  (อกุสลปริหายะ  กุสลาภิวัฒนะ)
๙.ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส   (อปจยคามินี)
๑๐.เป็นไปเพื่อดับกรรม  (กัมมนิโรธะ)
๑๑.ไม่เป็นไปเพื่อก่อกรรม  (น  กัมมสมุทัย)
๑๒.ไม่ก่อเวรก่อภัย   (อพยาปัชฌะ)
๑๓.ทำให้ไม่หลงตาย  (อสัมมุฬหะ)
๑๔.ให้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์  (สัคคสุคติ)  

...
ความคิดเห็นที่ 5
จากลักษณะของความดีดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาถือว่าความดีนั้นอาจพิจารณาหรือมองได้ในหลายลักษณะ กล่าวคือ


ถ้ามองจากด้านของตัวบุคคลหรือผู้กระทำ   ความดีก็มีลักษณะที่จะพึงรู้ได้ใน  ๘  ลักษณะ  ซึ่งถ้ากล่าวโดยสรุป ก็คือ รู้ได้จากความสำนึกของผู้ทำเอง  หรือรู้ได้จากปฏิกิริยาของผู้ที่เกี่ยวข้อง


ถ้ามองที่ตัวการกระทำ ความดีหรือการกระทำที่ดีก็มีลักษณะหลายประการที่เราจะพึงรู้หรือเห็นได้  เช่น  เป็นสิ่งที่ดี  มีประโยชน์  ไม่มีโทษ  เป็นต้น


ถ้ามองในแง่ของการปฏิบัติ  หรือผลที่ตามมาจากการปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ   ถ้าสิ่งนั้น เป็นความดีหรือเป็นสิ่งที่ดี  ก็ย่อมจะมีผลที่ดีปรากฏให้เรารู้เห็นได้หลายลักษณะ  เช่น  ไม่ก่อความเดือดร้อน มีผลเป็นความสุข  เป็นต้น
แก้ไขเมื่อ 18-01-2020 21:44:18
...
ความคิดเห็นที่ 6
จากลักษณะหรือธรรมชาติของความดีดังกล่าวมานี้ ได้ให้นัยในเรื่องของความดีแก่เราอีกประการ  กล่าวคือ
(๑) เรื่องความดี (ซึ่งรวมถึงเรื่องความชั่วด้วย)  เป็นเรื่องของความสำนึกตามธรรมชาติของมนุษย์  ทุกคนในฐานะที่เป็นคนย่อมมีความสำนึก  ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นความรู้ขั้นมูลฐานประเภทสชาติปัญญาติดตัวมาไม่มากก็น้อยด้วยกัน  มนุษย์ทุกคนจึงมีความสำนึกชั่วดีอยู่ในชีวิตจิตใจอยู่ด้วยกันไม่มากก็น้อย  ฉะนั้น  เมื่อทำดีหรือทำชั่วทุกคนจึงรู้สึกได้ด้วยตนเองว่าตนทำดีหรือทำชั่ว  ดังที่ท่านเรียกว่า  เมื่อทำดีก็จะไม่เกิดความรู้สึกติเตียนตนเอง   แต่กลับรู้สึกภาคภูมิใจหรืออิ่มใจว่าตนทำดี   แต่ถ้าทำช่ว  จะรู้สึกตำหนิตนเองอยู่ในใจ   ความรู้สึกดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ปกปิดตนเองไม่ได้  แม้คนอื่นจะไม่รู้แต่ตนเองย่อมรู้เสมอว่าตนเองทำอะไร  ด้วยเหตุนี้  พระพุทธศาสนาจึงสอน  ไม่มีที่ลับสำหรับผู้ทำชั่ว


(๒) ที่กล่าวว่า  ผู้รู้ใครครวญแล้ว  ย่อมสรรเสริญนั้น  ก็ให้นัยแก่เราว่า คนดีหรือคนที่มีความดีหรือคุณธรรมอยู่ในตัว ย่อมรู้ว่าอะไรดี  อะไรไม่ดี   ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติของคนดีหรือคนมีคุณธรรมอีกเช่นกัน


(๓) จากลักษณะเชิงวัตถุวินัยของความดีให้นัยแก่เราว่า  เรื่องความดีหรือศีลธรราในพุทธศาสนานั้นมีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องความมีประโยชน์  ความถูกต้องความไม่มโทษ และความลดละกิเลสด้วย และที่นับว่าสำคัญ  ก็คือ พุทธศาสนาถือว่าเรื่องของศีลธรรมนั้นเป็นอริยธรรม หรือ อารยธรรม  คือ ธรรมที่ทำให้คนเป็นอริยชน  หรือ อารยชน  คนประเสริฐ คนเจริญ


(๔) จากลักษณะการให้ผลของความดี แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาถือว่า  เรื่องของความดี (รวมทั้งเรื่องของความชั่วด้วย)  นั้น   เป็นสิ่งที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏะ   หรือ วงจรของกิเลส  กรรม วิบาก  ซึ่งเป็นวงจรรของชีวิต  ฉะนั้น  ผลของความดีคือศีลธรรม  ซึ่งเป็นความดีระดับโลกียธรรมจึงทำให้ชีวิตวนเวียนอยู่ใน ๒  ภพ  หรือ ๓  ภูมิ  ที่เรียกว่า  สุคติภูมิ   คือ  โลก และสวรรค์  และทุคติภูมิ  คือ นรก  เปรต  อสุรกาย  ดิรัจฉาน  ที่พระพุทธศาสนารวมเรียกว่า  วัฏฏสงสาร   คือ  การไหลวนของกระแสชีวิต


(๕) ประการสุดท้าย  ก็คือ  พระพุทธศาสนาถือว่า  ความสุขนั้นเป็นเพียง "กำไร"  คือ ผลพลอยได้  หรือผลดีส่วนเกิน  ของการทำดีเท่านั้น  ทั้งนี้เพราะเป้าหมายหลักของการทำดีในพุทธศาสนามิใช่มุ่งความสุข  แต่มุ่ง  "ชำระความชั่ว"   หรือ  "ล้างกิเลส"   อันเป็นความหมายโดยตรงของคำว่า  บุญและกุศล และการชำระล้างกิเลสนั้น  ก็เพื่อตัดรากเหง้าของปัญหาหรือทุกข์ของชีวิต  ฉะนั้น   การพูดถึงความสุขว่าเป็นของความดีหรือความดีให้ผลเป็นความสุข  จึงเป็นเพียงการพูดให้เข้าใจง่ายตามภาษาของชาวโลกเท่านั้น   มิใช่เป็นการแสดงถึงเป้าหมายของการทำดีในพระพุทธศาสนา
...
ความคิดเห็นที่ 7
จบหน้า  138



แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 16:52:51
แสดงความคิดเห็น
หรือ