สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


พื้นฐานของศีลธรรม

...
| อ่าน 22 | ตอบ 6
ขนาดตัวอักษร
คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ







แก้ไขเมื่อ 18-01-2020 21:49:28

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
 @พื้นฐานของศีลธรรม


ในอนุมานสูตร  (ม.มู.12/224/194)  พระมหาโมคคัลลานะ  ได้แสดงให้เห็นว่า เรื่องของความดีความชั่วนั้นเป็นเรื่องของความสำนึก  โดยเอาตัวเองเป็นเครื่องเปรียบเทียบ   ก็สามารถจะรู้สึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร  กล่าวคือ  คนอื่นทำสิ่งที่ไม่ดีแก่เรา   เราก็ไม่ชอบใจ  ฉะนั้น  หากเราทำสิ่งที่ไม่ดีแก่ผู้อื่น  เขาก็ย่อมจะไม่ชอบใจเช่นกัน ฉะนั้น  เราจึงไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ดีแก่ผู้อื่น   และในพระสูตรยกตัวอย่างของความไม่ดีที่ไม่ควรทำ  คือ  ความลุอำนาจแก่กิเลสตัณหา  การยกตนข่มท่าน  ความมักโกรธ   ความผูกโกรธ  ความขี้ระแวง  พูดจาแข็งกร้าว  ชอบหาความ  กลบเกลื่อน  ลบหลู่  ดีเสมอ ความตระหนี่  โอ้อวด เจ้ามายา  กระด้าง  ดูหมิ่นคนอื่น  หัวรั้น


ข้อนี้ อาจเรียกได้ว่า  เป็นพื้นฐานทางจิตวิทยาของศีลธรรม  นั่นคือทุกคนในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ย่อมมีความพอใจในสิ่งที่ดี และไม่พอใจในสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน  ซึ่งเป็นเหตุผลทางศีลธรรมที่ว่า  ทำไม่เราจึงควรทำดี  เว้นชั่ว   ทั้งนี้ก็เพราะว่า   โดยธรรมชาติของชีวิตจิตใจมนุษย์แล้วทุกคนพอใจในสิ่งที่ดี  และไม่พอใจในสิ่งที่ชั่ว    ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตที่ว่า  "สุขกามะ  ทุกขปฏิกกูละ"  (อยากสุข  ไม่ต้องทนทุกข์)   นั่นเอง


ในพระสูตรเดียวกันนี้   (ม.มู.12/225/197)  ก็ได้แสดงว่า  เรื่องของความดีความชั่วนั้น หากเราใช้ปัญญาพิจารณา  (อตฺตนาว  อตฺตนํ   ปจฺจเวกขิตพฺพํ)  ก็ย่อมจะรู้ได้ว่าตัวเราเป็นอย่างไร   คือ คิดดี  หรือ คิดชั่ว   ทำดีหรือทำชั่ว   ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า  เรื่องของความดีความชั่วระดับสามัญธรรมดา  หรือขั้นพื้นฐานนั้น   ทุกคนสามารถรู้หรือเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง   หากได้  "พิจารณา"  พอสมควร เพราะความดีเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการขั้นมูลฐานของชีวิต (คือ สุขกามะ  ทุกขปฏิกกูละ)  และเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติของชีวิต   (คือ ชีวิตุกามะ  อมริตุกามะ)  
ฉะนั้น   ข้อนี้  จึงถือได้ว่าเป็นพื้นฐานทางจิตวิทยาอีกประการหนึ่งของศีลธรรม


ความเป็นไปได้ของหลักศีลธรรมในพุทธศาสนานั้น  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงของกฎแห่งกรรมหรือหลักกรรม  ได้แก่ หลักที่ว่า  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว (กลฺยาณการี  กลฺยาณํ  ปาปการี  จ  ปาปกํ -  สํ.ส.15/903/333)เพราะเรื่องของศีลธรรมก็คือเรื่องการทำดีทำชั่ว  ฉะนั้น หากกฎแห่งกรรมเป็นจริง  เรื่องศีลธรรมก็เป็นจริง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง   เรื่องศีลธรรมก็คือภาคปฏิบัติของหลักกรรมนั่นเอง
แก้ไขเมื่อ 19-01-2020 14:44:30
...
ความคิดเห็นที่ 2
นอกจากหลักกรรมหรือกฎแห่งกรรมแล้ว  เรื่องศีลธรรมในพระพุทธศาสนายังขึ้นอยู่กับความจริงของคำสอนเรื่องจิตด้วย  เพราะในกระบวนการของศีลธรรมนั้น  พระพุทธศาสนาถือว่าจิตมีบทบาทสำคัญในทุกด้าน  กล่าวคือ
- จิต เป็นจุดเริ่มต้นของการทำดีทำชั่ว
- จิต  เป็นตัวรับผลของความดีความชั่วโดยตรง  เช่น  บริสุทธิ์ สกปรก  สุข  ทุกข์
- จิต เป็นตัวเก็บความดีความชั่วไว้  และสิ่งที่จิตเก็บไว้นี้ได้กลายมาเป็นพื้นฐานของชีวิต ที่เรียกว่า สันดาน  ความดีก็เป็นพื้นฐานทางดี  เรียกว่า สันดานดี  ความชั่วก็เป็นพื้นฐานทางชั่ว  เรียกว่า สันดานชั่ว   ความดีที่เก็บไว้ในจิตนั้น  เรียกว่า  บารมี   ส่วนความชั่วที่เก็บไว้ในจิต  เรียกว่า  อาสวะ
- จิต เป็นตัวสืบทอดความดีความชั่วจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง  หรือจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง   เช่น  จากชีวิตในโลกนี้ไปสู่ชีวิตในโลกหน้า  จากมิติแห่งมนุษย์ไปสู่มิติแห่งเทวดา จากมิติแห่งเทวดามาสู่มิติแห่งมนุษย์  เป็นต้น  
- จิต  เป็นตัวแปรที่สำคัญของการให้ผลของกรรมหรือผลของการทำดีทำชั่ว  นั่นคือ สภาพจิตในขณะที่ทำดีทำชั่วนั้น  และเจตนาในการทำดีทำชั่วนั้น  ย่อมทำให้ผลของการทำนั้นๆ  แตกต่างกัน  
...
ความคิดเห็นที่ 3
พื้นฐานที่สำคัญอีกประการหึ่งของศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ก็คือ เรื่องการตาย เกิด  หรือสันตติแห่งชีวิต  พระพุทธศาสนาเชื่อว่า ชีวิตของมนุษย์และสัตว์มิได้มีเพียงชาตินี้ชาติเดียว  หรือสิ้นสุดกันเพียงชาตินี้เท่านั้น  แต่ว่ายังคงสืบต่อไปอีกหลังจากการตายจากชีวิตนี้ และการสืบต่อของชีวิตอนาคตก็จะเป็นไปในรูปใดหรือในมิติใดนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับผลกรรมหรือความดีความชั่วที่แต่ละคนทำไว้ในชีวิตนี้  ฉะนั้น  สันตติแห่งชีวิตจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งของหลักศีลธรรม เพราะหากเรื่องสันตติแห่งชีวิตไม่เป็นจริง  เรื่องศีลธรรมก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะไม่ว่าจะทำดีทำชั่วก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างก็สูญหมด   หรือจบกันที่ความตายเท่านั้น


เพราะฉะนั้น  เรื่องกฎแห่งกรรม  เรื่องจิต  และเรื่องสันตติแห่งชีวิต  จึงเรียกได้ว่า  เป็นพื้นฐานทางอภิปรัชญาของหลักศีลธรรมในพุทธศาสนา
...
ความคิดเห็นที่ 4
ความเป็นจริงของเรื่องบุญ บาป  หรือ เรื่องความดี  ความชั่ว นั้น  พระพุทธเจ้าก็ตรัสยืนยันไว้โดยตรงด้วยว่า   การละชั่วทำดีนั้น  เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง  ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  หรือ ไม่เป็นจริง  พระองค์ไม่ทรงสั่งสอน   และการละชั่วทำดีนั้น  หากไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขหรือว่าไม่มีผลดีจริงแล้ว  พระองค์ก็จะไม่ทรงสอนเช่นกัน  (องฺ.ทุก.20/265/74)


พระพุทธพจน์นี่้   เป็นการแสดงให้เห็นว่า  เรื่องความดีความชั่วนั้น  เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าเป็นจริง  และเป็นสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของชีวิต
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:04:04
...
ความคิดเห็นที่ 5
จบหน้า 141 



แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:04:36
...
ความคิดเห็นที่ 6
สันดาน   ความสืบต่อแห่งจิต   คือกระแสจิตที่เกิดดับต่อเนื่องกัน


สันตติ  การสือบต่อ คือ การเกิดดับต่อเนื่องกันไปโดยอาการที่เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน  ในทางรูปธรรม ที่พอมองเห็นอย่างหยาบ  เช่น ขนเก่าหลุดร่วงไป  ขนใหม่เกิดขึ้นแทน  ความสืบต่อแห่งรูปธรรม  จัดเป็นอุปาทายรูปอย่างหนึ่ง     ในทางนามธรรม  จิตก็มีสันตติ  คือ  เกิดดับเป็นปัจจัยสืบเนื่องต่อกันไป
แสดงความคิดเห็น
หรือ