สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความแตกต่างและการให้ผลของความดี

...
| อ่าน 24 | ตอบ 10
ขนาดตัวอักษร
คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ





แก้ไขเมื่อ 19-01-2020 15:17:38

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
@ความแตกต่างและการให้ผลของความดี


พระพุทธศาสนาถือว่า ความดีความชั่วนั้น  มีหลายระดับแตกต่างกัน ความแตกต่างของความดีความชั่วขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรือความมากน้อยของผล   หรือ การให้ผลของความดีความชั่วแต่ละอย่างนั้นเอง


- ดีชั่วอันใดให้ผลหนักหรือมากที่สุด ก็เรียกว่า เป็นความดีระดับสูงหรือความชั่วขั้นรุนแรง
- ดีชั่วอันใดให้ผลปานกลาง  ก็เรียกว่า  เป็นความดีระดับกลางหรือความชั่วขั้นกลาง  และ  
- ดีชั่วอันใดให้ผลเบาหรือมีผลไม่มาก  ก็เรียกว่า ความดีขั้นต้นหรือความชั่วขั้นต่ำ


กล่าวสั้นๆ ก็คือ การจ้ดระดับสูงต่ำของความดีความชั่วนั้นจัดตามผลดีผลเสียที่มีต่อชีวิตมนุษย์มากน้อยเพียงไร


เกณฑ์ในการพิจารณาหรือกำหนดความหนักเบาของความดีความชั่ว สรุปลงได้ใน ๓  ประเด็นสำคัญ คือ 
- วัตถุ
- เจตนา
- ประโยค
 
...
ความคิดเห็นที่ 2
วัตถุ   หมายถึงสิ่งที่ถูกกระทำ   ถ้าสิ่งที่ถูกกระทำเป็นสิ่งที่มีคุณมากก็ให้ผลมากแก่ผู้กระทำทั้งในเรื่องที่ดีและเรื่องที่ชั่ว   ตัวอย่าง  เช่น  ถ้าฆ่าคนที่มีคุณความดีมาก  ก็บาปมาก หรือ ได้รับผลชั่วมาก   ถ้าฆ่าคนที่มีคุณความดีน้อย ก็บาปน้อย   ในการทำดีก็เช่นกัน   ถ้าทำดีในเรื่องเล็กน้อย  เช่น ให้ทาน  ช่วยเหลือคนอื่น  ก็ได้บุญน้อย  ถ้าทำดีในเรื่องที่ยากขึ้นไปสูงขึ้นไป  เช่น รักษาศีล  ทำสมาธิ  ก็ได้ผลมาก หรือ ได้ผลดีมาก 

การทำชั่วที่พระพุทธศาสนาถือว่าได้บาปหนัก  เป็นความชั่วขั้นรุนแรงหรือหนักที่สุดก็คือ  การฆ่าพ่อแม่  ฆ่าพระอรหันต์ ทำสงฆ์ให้แตกกันและทำร้ายพระพุทธเจ้า   ซึ่งรวมเรียกว่า   อนันตริยกรรม

ส่สนการทำดีที่ให้ผลดีหรือบุญมากที่สุดก็คือ   การทำสมาธิถึงขั้นฌาน  ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงในพระพุทธศาสนา    

แก้ไขเมื่อ 20-01-2020 09:31:20
...
ความคิดเห็นที่ 3
เจตนา  หมายถึงความจงใจในการกระทำ   พระพุทธศาสนาถือว่าการกระทำด้วยเจตนาหรือด้วยความจงใจนั้นเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเต็มที่หรือสมบูรณ์   ทั้งในทางดีและในทางชั่ว   และการกระทำด้วยเจตนานี้เองที่พุทธศาสนา  เรียกว่า  กรรม  เพราะเป็นการกระทำที่ให้ผลเต็มที่สมบูรณ์   (เจตนาหํ  ภิกฺขเว   กมฺมํ วทามิ -  องฺ.ฉกฺก.22/334/464)  ฉะนั้น  ความมากน้อยของผลของการกระทำ  จึงเป็นไปตามความมากน้อยของเจตนาหรือความรู้สึกของเราในการกระทำนั้นๆ  ด้วย  กล่าวคือ   ถ้าทำด้วยเจตนารุนแรงก็มีผลมาก   ถ้าทำด้วยเจตนาไม่รุนแรงก็มีผลน้อย   ถ้าทำโดยไม่มีเจตนาก็มีผลน้อยมากาจนเกือบจะไม่มีเลย
แก้ไขเมื่อ 20-01-2020 09:38:59
...
ความคิดเห็นที่ 4
ประโยค   หมายถึงวิธีการหรือลักษณะของการทำ  พระพุทธศาสนาก็ถือว่า เป็นเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งต่อความหนักเบาของผลการกระทำ   กล่าวคือ  ทำด้วยวิธีการที่รุนแรง เช่นการฆ่า  ก็มีผลคือบาปมาก   ถ้าทำด้วยวิธีการที่ไม่รุนแรง  ก็มีผลไม่รุนแรง เป็นต้น  ในการทำดีก็เช่นเดียวกัน  ถ้าทำด้วยความเคารพนอบน้อมก็มีผลมาก   ถ้าทอย่างเสียไม่ได้ก็มีผลน้อย   ถ้าทำด้วยความโกรธ  ความเกลียด  ก็ยิ่งมีผลน้อยลงไปอีก   เป็นต้น   เรื่องประโยคนี้รวมไปถึงวิธีการที่ถูกต้อง  หรือ   วิธีการที่ผิดด้วย  เช่น  ทำดีอย่างถูกวิธี  ก็ย่อมจะได้รับผลดีอย่างครบถ้วน  ถ้าทำดีไม่ถูกวิธี  ก็มีผลให้ได้รับความดีน้อยลง  (เบญจ.วญ)
...
ความคิดเห็นที่ 5
ในภูมิขสูตร   (ม.อุ.14/405/273)  แสดงว่าการกระทำดีที่จะทำให้บรรลุผลดีนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไข  ๒  ประการ คือ
- โยนิโสมนสิการ
- วิธีการที่ถูกต้อง


โยนิโสมนสิการ  หมายถึงการพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาอย่างรอบคอบ  อันจะทำให้รู้ได้ว่าควรทำอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จ ซึ่งก็คือ   ทำด้วยความฉลาดรอบคอบหรือทำด้วยปัญญานั่นเอง



...
ความคิดเห็นที่ 6
ส่วนวิธีการที่ถูกต้องนั้น  ได้แก่   วิธีการที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า  มัชฌิมาปฏิปทา   ซึ่งเป็นวิธีการที่ประกอบด้วยความรู้ที่ถูกต้อง เจตนาที่ถูกต้องและการทำที่ถูกต้อง   ฉะนั้น   ตามความหมายของมัชฌิมาปฏิปทา  คำว่า วิธีการ  (ปฏิปทา)  จึงมิได้มีความหมายเพียงแค่การกระทำ หรือลงมือกระทำเท่านั้น  แต่หมายถึงการกระทำที่เกิดจากความรู้ที่ถูกต้อง  มีเจตนาที่จะกระทำให้ถูกต้อง  และกระทำในสิ่งที่่ถูกต้องด้วย  จึงรวมเป็นวิธีการที่ถูกต้อง  คือ ตรงต่อความเป็นจริง  หรือ ตรงต่อผลที่เป็นจริง  ผลที่ดี
...
ความคิดเห็นที่ 7
ฉะนั้น   พระพุทธศาสนาจึงแสดงว่า  การกระทำสิ่งที่ดี  (พรหมจรรย์)  หากทำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ย่อมบรรลุผลดีแน่นอน   แม้จะทำด้วยความหวังหรือไม่หวัง  ก็ย่อมจะได้รับผลดี  ในทางตรงข้าม  ถ้าทำสิ่งที่ไม่ดี  แม้จะทำด้วยความหวังผลดีอย่า่งไร  ก็ไม่มีทางที่จะได้รับผลดี เปรียบเสมือนการแสวงหาน้ำมันจากเม็ดทราย  แสวงหาน้ำนมจากเขาโค  แสวงหาไฟจากการเอาไม้สดมาสีกัน ฉะนั้น    จากข้อความในพระสูตรนี้  แสดงให้เห็นประเด็นที่สำคัญ  ๒ ประการ  คือ 
๑.การให้ผลของความดีความชั่วนั้น  ไม่ขึ้นอยู่กับความหวัง หรือ ไม่หวังของผู้ทำ  ถ้าเราทำดีย่อมได้รับผลดีเอง  ถ้าทำชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่วเอง  เพราะเรื่องความดีความชั่วเป็นสิ่งที่เป็นไป หรือ ให้ผลตามกระบวนการของของธรรมชาติ หรือ ตามกระบวนการของมันเอง   มิได้ขึ้นอยู่กับความคิดหรือความต้องการของผู้ทำ  เพราะเป็นเรื่องของกฏแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล  หรือ กฎธรรมชาติ  (ธรรมดา)  


๒.แสดงให้เห็นว่า เหตุเป็นตัวกำหนดผล  วิธีการเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย   กระบวนการให้ผลของความดีความชั่วเป็นวัตถุวิสัย
มัชฌิมาปฏิปทา  < ปัญญา =  ความรู้ถูกต้อง.  ศีล = การทำถูกต้อง.    สมาธิ  = เจตนาถูกต้อง.  > วิธีการที่ถูกต้อง - ผลที่ถูกต้อง  =  ผลดี.ความดี

...
ความคิดเห็นที่ 8
ในธนัญชานิสูตร  (ม.ม.13/676/625)  พระอานนท์แสดงวว่าผู้ที่ทำชั่ว (อธมฺมจารี  วิสมจารี)   โดยอ้างว่า  เลี้ยงพ่อแม่   เป็นต้น   ย่อมไม่พ้นจากนรก   ข้อนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าเรื่องของความดีความชั่วนั้นเป็นกฎตายตัว  ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่ากรณีใดๆ  ฉะนั้น  เราจะอ้างความจำเป็นทำชั่ว  เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผลชั่ว  หรือเพื่อให้ความผิดกลายเป็นถูกนั้น  พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการให้ผลของความดีความชั่วนั้น   เป็นกระบวนการของธรรมชาติ และความผิดความถูก   ก็เป็นลักษณะหรือธรรมชาติของการกระทำนั้นๆ เอง  มิใช่ผิดถูกตามความนึกคิด หรือ ตามความต้องการของผู้ทำ
แก้ไขเมื่อ 20-01-2020 10:24:44
...
ความคิดเห็นที่ 9
พระพุทธศาสนาถือว่า  ผลทางศีลธรรม  หรือความดีความชั่วที่แต่ละคนทำนั่นเองเป็นเครื่องวัด  หรือ เป็นเกณฑ์ในการจัดระดับชีวิตของมนุษย์ว่า สูงต่ำดีเลวกว่ากันอย่างไร   ความสูงต่ำดีเลวของมนุษย์มิได้เกิดจากเชื้อชาติวรรณะ    ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหลายพระพระสูตร  มีวาเสฏฐสูตร  (ม.ม.13/707/648)  


ประเด็นนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาถือว่าศีลธรรมหรือความดีนั้นแหละ คือ  เนื้อหาหรือสารัตถะอันแท้จริงของชีวิต  ชีวิตที่ว่างเปล่าจากความดี  จึงเป็นชีวิตที่ว่างเปล่าจากสารัตถะหรือไร้สาระ ดังที่ท่านเรียกว่า  โมฆะชีวิต
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:07:02
...
ความคิดเห็นที่ 10
จบหน้า 145


 

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:08:48
แสดงความคิดเห็น
หรือ