สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


หลักความดี

...
| อ่าน 22 | ตอบ 12
ขนาดตัวอักษร


คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:57:23

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
 @หลักความดี


พระพุทธศาสนาถือว่า   การกระทำที่ก่อให้เกิดผลทางศีลธรรม คือ ความดีความชั่วนั้นมี ทั้งกาย  ทางวาจา  และทางใจ หรือความคิด   โดยที่ถือว่า
- การกระทำทางกาย  เกิดจากแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจ คือ กิเลสขั้นหยาบหรือรุนแรงมาก  จนกระทั่งแสดงออกมาภายนอกหรือแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทางกาย
- การกระทำทางวาจา   เกิดจากแรงกระตุ้นหรือกิเลสขั้นหยาบเช่นเดียวกับการกระทำทางกาย
- การกระทำทางใจ   หรือ ความคิด  เกิดจากแรงกระตุ้นหรือกิเลสขั้นละเอียด  คือ  ไม่หยาบ หรือ ไม่รุนแรงจนกระทั่งแสดงออกมาภายนอก  คือ ทางกายหรือทางวาจา


ฉะนั้น  การคิดและการทำที่ก่อให้เกิดผลทางศีลธรรมคือเกิดเป็นบุญ บาป   หรือ ดี ชั่วตามหลักของพระพุทธศาสนา  ล้วนเกิดจากแรงกระตุ้นที่สำคัญคือความอยาก   หรือตัณหาทั้งนั้น  ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็มี ๒ อย่าง คือ  อยากในทางดี   กับ  อยากในทางชั่ว  อยากในทางดีก็เป็นเหตุให้ทำดี   อยากในทางชั่วก็เป็นเหตุให้ทำชั่ว
แก้ไขเมื่อ 19-01-2020 17:37:12
...
ความคิดเห็นที่ 2
แต่ความอยาก  ๒  อย่างนี้  ให้ผลต่างกัน  คือ  ความอยากในทางดี  เช่น อยากทำบุญ  ก็เป็นเหตุให้คนทำบุญ  และก็ย่อมได้รับผลคือบุญ  หรือความดี  ความอยากดี  จึงทำให้คนทำดียิ่งๆขึ้น  กระทั่งหากทำดีได้ถึงที่สุด  หรือทำดีครบถ้วนสมบูรณ์จะให้ผลเป็นความหมดอยาก   คือ หมดทั้งความอยากดี และความอยากชั่ว  นั่นคือภาวะสิ้นตัณหา  หรือ หมดตัณหา   ที่พุทธศาสนา เรียกว่า  ภาวะนิพพานนั่นเอง   ที่เรียกว่าหมดความอยากดี  ก็เพราะไม่มีดีอะไรจะต้องทำอีกต่อไป  เพราะทำมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  และที่เรียกว่า   หมดความอยากชั่วด้วย  ก็เพราะเมื่อมีความดีเพิ่มขึ้น  ความชั่วก็ลดลง เมื่อความดีสมบูรณ์ความชั่วก็สูญหมดไปพร้อมกัน  ความอยากชั่วจึงหมดไปพร้อมๆกับหมดความอยากดี


ส่วนความอยากในทางชั่ว   หรือ  ความอยากชั่วนั้น  เป็นเหตุให้คนทำชั่ว  เมื่อทำชั่ว  ก็ยิ่งเพิ่มความชั่วมากขึ้น  และความชั่วที่เพิ่มขึ้นนั้นก็จะไปช่วยเสริมแรงกระตุ้นฝ่ายชั่ว   หรือ  ความอยากชั่วให้แรงยิ่งขึ้นด้วย  ฉะนั้น  พุทธศาสนาจึงถือว่าความชั่วนั้น  ยิ่งทำยิ่งอยากทำยิ่งๆ ขึ้นไม่มีที่สุด



...
ความคิดเห็นที่ 3
ธรรมในพระพุทธศาสนา  ทั้งธรรมนระดับศีล  และในระดับธรรม   ล้วนเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อการละกิเลสและดับทุกข์  ดังที่พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ว่า ธรรมเปรียบเหมือนแพสำหรับข้ามฟาก (ม.มู.12/280/271)  ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า  ธรรม คือ อุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อการละกิเลส  หรือแก้ทุกข์ของชีวิต



...
ความคิดเห็นที่ 4
พระพุทธศาสนาถือว่า ความชั่วทั้งปวงนั้นมาจากรากเหง้าที่สำคัญ ๓ ประการ  คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ   ซึ่งรวมเรียกว่า  อกุศลมูล   ไม่ว่าจะเป็นความชั่วขั้นหยาบ  ขั้นกลาง  หรือ ขั้นละเอียด  ก็ล้วนเนื่องมาจากกิเลสที่สำคัญ ๓  ตัวนี้ทั้งนั้น  ฉะนั้น   ศีลธรรม คุณธรรมทั้งปวง ซึ่งเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือละกิเลสหรือความชั่ว  กล่าวโดยสรุปก็คือเพื่อละโลภะ โทสะ  โมหะ   นั้นเอง  กล่าวคือ


ธรรมขั้นศีล       เป็นเครื่องมือสำหรับละโลภะ  โทสะ  โมหะ  ขั้นหยาบ  ที่ล้นออกมาเป็นพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา
ธรรมขั้นสมาธิ   เป็นเครื่องมือสำหรับละโลภะ  โทสะ  โมหะ   ขั้นปานกลาง  ซึ่งเป็นสิ่งคอยรบกวนจิตใจให้วุ่นวาย   ยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลา
ธรรมขั้นปัญญา   เป็นเครื่องมือสำหรับละโลภะ  โทสะ  โมหะ  ขั้นละเอียด  ซึ่งตามปกติดูเหมือนจะไม่มี  แต่มันมีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจต้องใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบจึงจะมองเห็นและกำจัดมันได้ 
...
ความคิดเห็นที่ 5
ถ้ากล่าวโดยหลักใหญ่แล้ว  พระพุทธศาสนาแสดงหลักความดีหรือหลักศีลธรรมไว้  ๒  ระดับ   คือ ศีลธรรมระดับทั่วไป  กับ  ศีลธรรมระดับสูง  ศีลธรรมระดับทั่วไปก็เพื่อผลดีหรือความดีระดับพื้นๆ  หรือ  ความดีสำหรับคนทั่วไปจะพึงมี    ส่วนศีลธรรมระดับสูงก็เพื่อผลดีหรือความดีระดับสูงอันเป็นเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ซึ่งคนบางคนหรือคนที่มุ่งหวังผลขั้นสูงสุดของชีวิตเท่านั้นจึงจะทำได้ 
...
ความคิดเห็นที่ 6
ศีลธรรมระดับทั่วไป    ก็คือ  กุศลกรรมบถ  ๑๐  ประการ  ซึ่งประกอบด้วยหลักปฏิบัติทางกาย  ๓  ทางวาจา  ๔  และทางใน  ๓  ดังนี้
๑.ไม่ฆ่าสัตว์ (มนุษย์) 
๒.ไม่ลักทรัพย์
๓.ไม่ประพฤติผิดทางกาม            (กายสุจริต)   ศีล
๔.ไม่พูดเท็จ
๕.ไม่พูดส่อเสียด
๖.ไม่พูดคำหยาบ
๗.ไม่พูดเพ้อเจ้อ                         (วจีสุจริต)      ศีล
๘.ไม่โลภอยากได้ของคนอื่น
๙.ไม่พยาบาท
๑๐.มีความเห็นชอบ                     (มโนสุจริต)   ธรรม.  ทั้งหมด = ศีลธรรม

แก้ไขเมื่อ 19-01-2020 18:59:27
...
ความคิดเห็นที่ 7
ศีลธรรมขั้นสูง    ก็คือ  อริยมรรค  มีองค์  ๘   ซึ่งประกอบด้วยข้อทั้งที่เป็นศีล  และเป็นธรรมเช่นกัน  คือ 
๑.มีความเห็นชอบ
๒.มีความคิดชอบ     ปัญญา (ธรรม)
๓.พูดชอบ
๔.ทำชอบ
๕.เลี้ยงชีพชอบ        ศีล (วจีสุจริต+กายสุจริต)
๖.เพียรชอบ
๗.ระลึกชอบ
๘.ตั้งใจไว้ชอบ         สมาธิ (ธรรม)   ทั้งหมดเท่ากับ ศีลธรรม
แก้ไขเมื่อ 19-01-2020 18:47:08
...
ความคิดเห็นที่ 8
จะเห็นได้ว่าหลักความดีระดับทั่วไปนั้น  ประกอบด้วยหลักธรรมทั้งที่เป็นขั้นศีล และขั้นธรรม  และมีขอบเขตของการปฏิบัติครอบคลุมทั้งเรื่องของกาย  วาจา  และใจ


หลักความดีระดับสูงก็เช่นเดียวกัน  ประกอบด้วยหลักปฏิบัติทั้งขั้นศีล และขั้นธรรม  และหากพิจารณาดูก็จะพบว่า  หลักความดีหรือหลักศีลธรรมระดับสูงนั้น  ก็รวมไว้ซึ่งหลักศีลธรรมระดับทั่วไปทั้งหมดด้วย   พร้อมทั้งมีหลักธรรมที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ  เพิ่มขึ้น  เพราะเป็นหลักปฏิบัติเพื่อผลที่ละเอียดอ่อนหรือผลดีขั้นสูงสุด   แต่ในภาพรวมก็คงเป็นเรื่องของศีลและธรรมอยู่นั่นเอง


เพราะฉะนั้น  หลักความดีในพุทธศาสนาแม้ว่าจะมีระดับต่างกัน มีข้อปฏิบัติมากน้อยไม่เท่ากัน  แต่ก็มีลักษณะร่วมคือ   เป็นเรื่องของศีลธรรมสำหรับควบคุมและพัฒนากายและใจเหมือนกัน  และมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายเป็นอันเดียวกัน คือ เพื่อลดละกิเลสหรือแก้ปัญหาของชีวิตเหมือนกัน
...
ความคิดเห็นที่ 9
 แต่ระดับของการแก้ทุกข์หรือการให้ผลดีของหลักความดี  ๒  ระดับนี้แตกต่างกัน  กล่าวคือ ผลของความดีระดับทั่วไปนั้นสูงสุดก็เพียงการให้เกิดในสุคติ  คือ โลก  สวรรค์ เท่านั้น   คือยังวนเวียนอยู่ในกระแสของวัฏสงสาร  คือ  การเวียนว่ายตายเกิด   จึงจัดว่าเป็นความดีขั้นโลกียะ   ส่วนหลักความดีระดับสูงนั้น  ให้ผลสูงสุดคือทำให้หลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร  คือ การเวียนว่ายตายเกิด  ซึ่งพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวงของชีวิต  ผลของความดีระดับสูงจึงเป็นการแก้ทุกข์แก้ปัญหาชีวิตได้เด็ดขาด   คือ กำจัดสาเหตุของากรเวียนว่ายตายเกิดได้แก่กิเลสตัณหาได้สิ้นเชิง   พระพุทธศาสนาจึงเรียกความดีระดับนี้ว่า  โลกุตระ   คือ พ้นโลก  ซึ่งหมายถึงหลุดพ้นไปจากการเกิดอีก   ไม่ว่าในโลกไหนๆ  (กามโลก  รูปโลก  อรูปโลก)   ภาวะโลกุตระดังกล่าวนี้ก็คือ ภาวะที่พุทธศาสนาเรียกว่า  นิพพาน


เพราะฉะนั้น  นิพพาน  จึงเป็นจุดจบของกระบสนศีลธรรม  หรือ  กระบวนการทำความดีและการละชั่วในพระพุทธศาสนา   เพราะภาวะของนิพพานนั้นพระพุทธศาสนาเรียกว่า  ภาวะเหนือบุญเหนือบาปคือละได้หมดทั้งความดีและความชั่ว (ปุญฺญปาปปหีนํ - ขุ.ธ.25/13/20 ; ปุญฺญปาปอุปจฺจคา 25/36/70) เป็นภาวะที่เป็นเอกภาพแห่งคุณธรรม  ความรู้ และความบริสุทธิ์  และภาวะแห่งเอาภาพดังกล่าวนี้  พุทธศาสนาเรีวกว่า  บรมสุข  (นิพฺพานํ  ปรมํ  สุขํ  - 25/25/42) 
...
ความคิดเห็นที่ 10
ถ้าหากมองในแง่ของผู้บรรลุถึงภาวะแห่งนิพพาน  พระพุทธศาสนาเรียกว่า  กตกรณียะ   คือ ผู้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว  กล่าวคือ  สิ่งที่ควรรู้ก็รู้หมดแล้ว  (ปริญเญยยธรรม)   สิ่งที่ควรละก็ละหมดแล้ว  (ปหาตัพพธรรม)   สิ่งที่ควรทำให้มีให้เป็นก็ทำก็ครบถ้วนแล้ว  (ภาเวตัพพธรรม)  สิ่งที่ควรบรรลุหรือทำให้แจ้ง ก็บรรลุถึงแล้ว  (สัจฉิกาตัพพธรรม)  บุคคลดังกล่าวนี้ก็คือ  พระอรหันต์นั่นเอง  


สิ่งควรรู้         คือ       ความจริง
สิ่งควรละ       คือ       กิเลส
สิ่งควรทำ       คือ       ศีลธรรม
สิ่งควรบรรลุ    คือ       นิพพาน 


ฉะนั้น   พระอรหันต์จึงเป็นผู้มีความรู้สมบูรณ์จนไม่มีอะไรจะต้องรู้ต่อไปอีก   เป็นผู้ละกิเลสได้หมดสิ้นจนไม่มีอะไรจะต้องละต่อไปอีก เป็นผู้มีศีลสมบูรณ์   จนไม่ต้องรักษาต่อไปอีก  เป็นผู้มีคุณธรรมคือความดีสมบูรณ์จนไม่ต้องทำดีเพื่อผลดีอะไรต่อไปอีก


การทำหน้าที่ของพระอรหันต์  จึงเป็นการทำเพื่อบุคคลอื่น  มิใช่ทำเพื่อตนเอง  และการทำดีของพระอรหันต์ ก็เป็นการทำเพื่อผลดีแก่บุคคลอื่น  มิใช่เพื่อผลดีแก่ตนเอง  ฉะนั้น  พุทธศาสนาจึงถือว่า พระอรหันต์เท่านั้นที่สามารถทำการต่างๆ  เพื่อผู้อื่นหรือสังคมได้อย่างเต็มที่  เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อตนเองอีกแล้ว


กล่าวโดยสรุปพระอรหันต์คือบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติหรือคุณลักษณ์ะสำคัญ   ๓  ประการ  คือ 


ปัญญาคุณ     มีความรู้ถูกต้องสมบูรณ์
วิสุทธิคุณ       มีความบริสุทธิ์สมบูรณ์
กรุณาคุณ       มีคุณธรรมสมบูรณ์  ทั้งขั้นศีล และขั้นธรรม
...
ความคิดเห็นที่ 11
จบหน้า 151


 

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:10:32
...
ความคิดเห็นที่ 12
นิพพาน    การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา


นิพพานธาตุ    ภาวะแห่งนิพพาน   


นิพพาน หรือ นิพพานธาตุ ๒  คือ  ๑.สอุปาทิเสสนิพพาน    ดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ   ๒.อนุปาทิเสสนิพพาน  ดับกิเลส  ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ
แสดงความคิดเห็น
หรือ