สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความงามสากล

...
| อ่าน 16 | ตอบ 6
ขนาดตัวอักษร


คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ


แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:56:13

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
@ความงามสากล


ข้อพึงพิจารณาต่อไป ก็คือ ความงามของธรรมในลักษณะต่างๆ  ดังกล่าว  เป็นจิตจิตวิสัย หรือ  วัตถุวิสัย  พระพุทธศาสนาแสดงว่า "ธรรมหรือความจริงมีความเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง  ผู้รู้ความจริง  ย่อมไม่วิวาทกันเรื่องความจริงที่รู้นั้น  เพราะรู้ตรงกันเหมือนกัน  ผู้ที่กล่าวถึงความจริงต่างกัน  วิวาทกันเรื่องความจริง ก็เพราะไม่รู้  แต่ต่างกล่าวถึงความจริงนั้นไปตามความนึกคิดของตนเอง"  (ขุ.ม.29/553-555/352-3)  ในอีกพระสูตรหนึ่งก็กล่าวถึงการรู้ความจริงไว้นัยเดียวกันว่า  "พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต  ในอนาคต และในปัจจุบัน  ตรัสรู้ความจริง คือ อริยสัจสี่เหมือนกัน"  (สํ.ม.19/1704/543) 
...
ความคิดเห็นที่ 2
คำว่า  "ความจริงเป็นหนึ่ง"   นั้นก็หมายความว่า  มีคุณภาพเดียว มีคุณสมบัติเดียว  ฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริงแต่ละคนแต่เรื่องแต่ละอย่างจึงรู้คุณภาพ  คุณสมบัติของความจริงนั้นๆ   ตรงกันเหมือนกัน  ผู้ที่ความจริงนั้นๆ  ด้วยกัน  จึงไม่วิวาทกันในเรื่องนั้น  ข้อนี้  แสดงให้เห็นว่า  คุณภาพ หรือ คุณสมบัติของความจริงนั้นๆ เป็นวัตถุวิสัย  คือ  มีอยู่เป็นอยู่ตามสภาพหรือตามธรรมชาติของมันเอง   ดังที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า  "ยถาภูตํ"   มิใช่สิ่งที่มนุษย์คิเอาเองหรือคิดขึ้นเองทั้งการรู้ความจริงนั้นๆ   ตามหลักของพระพุทธศาสนา  ก็มิใช่เป็นการรู้แบบความรู้สึก  หรือ  รู้ด้วยการคิดเอา   (อตกฺกาวจโร)  แต่เป็นการรู้ด้วยการเห็น  คือ  เห็นด้วยญาณหรือเห็นด้วยจิตที่บริสุทธิ์สะอาด  ที่เรียกว่า  ญาณทัสสนะ   ฉะนั้น  คุณภาพ  คุณสมบัติของธรรมหรือความจริง จึงเป็นสิ่งที่รู้ด้วยจิตหรือเห็นด้วยญาณ   ดังที่พระพุทธศาสนาใช้คำว่า ทิฏฺฐธมฺโม   ปตฺตธมฺโม  วิทิตธมฺโม   ซึ่งมีความหมายว่า เห็นธรรม  ถึงธรรม  รู้ธรรม  (วินย.มหา. 4/18/23)

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:44:17
...
ความคิดเห็นที่ 3

คุณภาพหรือคุณสมบัติของธรรม คือ  อะไร ?   พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในพรหมยาจนกถาว่า  "ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก  รู้ได้ยาก  สงบ  ประณีต  ไม่อาจคิดเอาได้  ละเอียดอ่อน  บัณฑิตเท่านั้น จึงรู้ได้"  (วินย.มหา.4/7/8)  คุณภาพ หรือคุณสมบัติของธรรมทั้ง ๘  ข้อนี้  จัดได้เป็น ๒  กลุ่มและมีความเกี่ยวโยงกัน คือ  (๑) เพราะเป็นสิ่งลึกซึ้ง  สงบ  ประณีต ละเอียดอ่อน  (๒) จึงเห็นได้ยาก  รู้ได้ยาก  ไม่อาจคิดเอาได้   บัณฑิตคือผู้มีญาณหยั่งรู้เท่านั้นจึงรู้ได้   นัยในพระพุทธพจน์นี้   ก็สอดคล้องกับพระพุทธจน์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น


จากคุณภาพหรือคุณสมบัติเหล่านี้เอง ที่ได้ปรากฏออกมาเป็นลักษณะ  คือ  ความงามของธรรมในระดับต่างๆ ดังที่ได้เรียกว่า อาทิกัลยาณะ   มัชเฌนกัลยาณะ  ปริโยสานกัลยาณะ  และนัยเดียวกัน  ผู้รู้ธรรมนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร  ย่อมมีพฤติกรรมที่เป็นการแสดงออกซึ่งคุณภาพหรือคุณสมบัติของธรรมให้ปรากฏเหมือนกันตรงกัน  ดังพระพุทธพจนที่ทรงเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า  "ผ้ากาสีใหม่ก็ดี  กลางเก่ากลางใหม่ก็ดี   เก่าแล้วก็ดี  ก็มีสีสวย  ภิกษุนวกะก็ดี  ภิกษุมัชฌิมะก็ดี   ภิกษุเถระก็ดี  มีศีล  มีธรรมอันงาม  ความมีศีล มีธรรมอันงามนั้น  เรียกว่า  ความมีสีสวย  ของภิกษุนั้น เช่นกับผ้ากาสีมีสีสวยฉะนั้น"  (องฺ.ติก.20/539/319)  ความหมายของพระพุทธพจน์นี้   ก็คือ  ภิกษุผู้ทรงศีลทรงธรรมนั้นไม่ว่าหนุ่มหรือแก่   ย่อมงาม  บางครั้ง  พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ตรงๆ ว่า "ผู้บวชในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้ว  มีความเคารพ ยำเกรง  ประพฤติสม่ำเสมอต่ออุปัชฌาย์อาจารย์  หรือ  ผู้อยู่ในปูนอุปัชฌาย์อาจารย์ ชื่อว่างามนธรรมในธรรมวินัยนี้"   (วินย.มหา.5/8/17)  
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:44:45
...
ความคิดเห็นที่ 4
นอกจากนี้  พระพุทธศาสนายังแสดงว่า  ความงามของธรรมนอกจากจะทำให้คนผู้ทรงศีลทรงธรรมเป็นคนที่งามแล้ว   ความงามของธรรมยังทำให้ธรรมชาติ  หรือ  สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกลายเป็นสิ่งที่งามด้วย  ดังพระพจน์ในมหาโคสิงคสาลสูตรว่า  "โคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุผู้ตั้งปณิธานเจริญสมาธิจนกว่าจะหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"   (ม.มู.12/382/409)  และในสักกสังยุตต์ก็กล่าวว่า  "พระอรหันต์อยู่ในที่ใด  ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือป่า  ที่ลุ่มหรือที่ดอน  ที่นั้น  ย่อมร่มรื่นสวยงาม"  (สํ.ส.15/921/341)  
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:45:09
...
ความคิดเห็นที่ 5
ในประเด็นความงามของธรรมนี้   สรุปได้ว่าพระพุทธศาสนาถือว่า  ธรรมหรือความจริงเป็นหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า  เป็นสิ่งที่มีคุณภาพ หรือ คุณสมบัติเป็นหนึ่งเดียว  ฉะนั้น  ผู้ที่รู้จริงในเรื่องใด   ย่อมรู้ตรงกัน   และย่อมไม่ทะเลาะกันในเรื่องที่รู้นั้น    ทั้งนี้   เพราะความจริงและคุณสมบัติของความจริง เป็นสิ่งมีอยู่อย่างวัตถุวินัย  ที่เรียกว่า "ยถาภูตะ"
แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:45:28
...
ความคิดเห็นที่ 6
จบหน้า 164



แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:46:08
แสดงความคิดเห็น
หรือ