สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


ความงามกับความจริงและความดี

...
| อ่าน 31 | ตอบ 10
ขนาดตัวอักษร


คำนำ 

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยรัตนะ คือ ทรัพยากรอันมีค่ามากมาย   สุดแต่ใครจะมีสติปัญญานำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต  
พระพุทธศาสนามีธรรม หรือ คำสอนหลากหลาย   ผู้ที่สนใจสามารถจะศึกษาได้ในหลายมิติ หรือหลายแง่มุม    สุดแต่จะสนใจ  หรือ  สุดแต่จะต้องการรู้อะไร  หรือ จะต้องการได้อะไร  เสมือนการค้นหาทรัพยากรในมหาสมุทร ฉะนั้น
 
การศึกษาพระพุทธศาสนาในมิติแห่งปรัชญาก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราเขาใจ หรือมองเห็นลีลาของพุทธธรรมในแง่ของเหตุผล   หรือ  ในลีลาของปรัชญา ซึ่งอาจจะช่วยให้ได้รับรสของพุทธธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง   แต่เนื่องจากการศึกษาพุทธธรรมในเชิงปรัชญา  ก็คือ  กระบวนการการคิดการตีความตามเหตุผลเท่าที่สติปัญญาของผู้ศึกษาจะอำนวยให้ได้ 


ฉะนั้น    ผู้เรียบเรียงจึงถือว่า    เรื่องราว  และแง่มุมต่างๆ ที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอในหนังสือนี้  เป็นเพียงทรรศนะของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอใหอ่านได้พิจารณาเท่านั้น   ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจอย่างที่ผู้เรียบเรียงคิดและเข้าใจ

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:58:17

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
@ความงาม กับ ความจริง และความดีงาม


คุณภาพหรือคุณสมบัติของความจริงเชิงวัตถุวิสัยนั้นเองที่ปรากฏออกมาเป็นลักษณะของความจริงที่เรียกว่า  ความงามของธรรม ความงามของธรรมก็คือคุณค่าในด้านต่างๆ  และในระดับต่างๆ ที่ธรรมให้แก่ชีวิต  มีผลทำให้ชีวิตมีกิเลสและทุกข์น้อยลง   จนถึงหมดกิเลส และหมดทุกข์โดยสิ้นเชิง  ภาวะลดลงจนถึงหมดสิ้นของกิเลสและทุกข์นั้น  เรียกว่า "ความดี"   ของชีวิต   ซึ่งเป็นเป้าหมายของธรรมในพระพุทธศาสนา


สรุปได้ว่า  ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา  ความจริงคือรากฐานของความงามและความดีของชีวิต  ความจริง  ความงาม   และความดีเป็นสิ่งเดียวกัน   และเกี่ยวโยงกันแบบแยกกันไม่ได้   กล่าวคือ   
- ความจริงเป็นที่มาหรือฐานของความดีและความงาม
- ความดีเป็นเนื้อหาหรือคุณค่าของความจริง
- ความงามเป็นลักษณะหรือปรากฏการณ์ของความจริง


คนที่มีธรรมหรือความจริงอยู่ในตัว  ย่อมมีลักษณะคืองาม   และผลได้จากการมีธรรมในตัวไม่ว่าธรรมระดับใด    คือ ภาวะลดลงของกิเลส และทุกข์ในชีวิต  หากมีธรรมสมบูรณ์  กิเลสและทุกข์ก็ลดลง  จนหมดสิ้นในที่สุดดซึ่งถือว่า เป็นความดีสูงสุดของชีวิต


ธรรมหรือความจริงมีอยู่ในคนใด   คนนั้น  ก็เป็นคนดีและคนงาม  คนดีมีอยู่ในที่ใด  ที่นั้น ก็พลอยงามไปด้วย  พระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่า   คุณภาพหรือคุณสมบัติของธรรม  ไม่เพียงแต่ทำให้คนมีความงามเท่านั้น  แต่ยังทำให้ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่งามไปด้วย


ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา  ความงามในมิติทางธรรม  มิได้หมายถึงความสวงงามเชิงอารมณ์หรือเชิงความรู้สึกนึกคิด    แต่หมายถึงภาวะลดลงของกิเลสและความทุกข์จนถึงภาวะสิ้นกิเลสสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง  ที่เรียกว่า   วิมุตติรส   ซึ่งเป็นภาวะเชิงวัตถุวิสัย   แต่ผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนั้น  ย่อมปรากฏต่อสายตาของคนทั่วไปว่า  เป็นผู้งามทั้งกาย วาจา และใจ
แก้ไขเมื่อ 24-01-2020 10:46:46
...
ความคิดเห็นที่ 2
ส่วนความงามในมิติทางโลก    ได้แก่   ความงามที่ชาวโลกพูดถึงหรือเข้าใจกันทั่วไป  จากพระพุทธพจน์และอรรถาธิบายต่างๆ   ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  แสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาก็กล่าวถึงความงามในทางโลก  ทั้งความงามของคนและความงามของธรรมชาติ    ไว้ไม่น้อยเช่นกัน    อันเป็นการยืนยันว่า  พระพุทธศาสนามิได้มองข้ามความงามทางโลก  และยอมรับความงามทางโลกด้วย  เช่น  
- กล่าวถึงความงามของคนและความงามของผิวพรรณ  (สุวณฺณตา)
- ความงามของทรวดทรง  (สุสณฺฐานํ)
- ความงามของรูปร่าง  (สุรูปตา)   (ขุ.ขุ.25/9/12)
- กล่าวถึงความงามของสตรี  (อภิรูปา. อภิรูปตา.รูปโสภา)
- กล่าวถึงความงามของสตรี  ๕  อย่าง  (ปญฺจกลฺยาณี - ขุ.ธ.อ.1/401) 


แต่การกล่าวถึงความงามต่างๆ เหล่านี้พระพุทธองค์ตรัสว่า  เป็นการกล่าวไปตามภาษาดลกโดยไม่ทรงยึดถือไปตามโลก   เพราะพระองค์ไม่ทรงขัดแย้งกับโลก    ดังพระพุทธองค์ในโปฏฐปาทสูตรว่า


"ดูก่อนจิตตะ  คำเหล่านี้   เป็นโลกสมัญญา (ชื่อตามโลก)  โลกนิรุตติ  (ภาษาชาวโลก)   โลกโวหาร  (โวหารของชาวโลก)  โลกบัญญัติ  (บัญญัติของชาวโลก)   ที่ตถาคตใช้เรียก   แต่ไม่ยึดถือ"  (ที.สี.9/312/248)  และในทีฆนขสูตรว่า   "ดูกรอัคคิเวสสนะ    ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว  ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร    ชาวโลกเขาพูดอย่างไร   ก็พูดไปอย่างนั้น  แต่ไม่ยึดถือ"  (ม.ม.13/273/268)   


ข้อที่พึงพิจารณาในประเด็นนี้ก็คือ  ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา ดังกล่าวข้างต้น  ความงามในทางโลกมีจริงหรือไม่  ? หรือว่า  ความงามในทางโลก  เป็นจิตวิสัย หรือ วัตถุวิสัย ?  
แก้ไขเมื่อ 24-01-2020 11:17:31
...
ความคิดเห็นที่ 3
พระพุทธศาสนาจำแนกรูป   หรือวัตถุวิสัยออกเป็น ๕ สถานะ  คือ  รูป  (รูปร่าง)  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  (สิ่งที่กระทบได้)   วัตถุในสถานะต่างๆ เหล่านี้  ล้วนมีคุณภาพหรือคุณสมบัติ  ที่สามารถมีปฏิกิริยาต่อการรับรู้ของมนุษย์ได้  ทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกที่เรียกว่า  ชอบ ไม่ชอบ  รัก  เกลียด  เป็นต้น  ดังพุทธพจน์ที่ว่า   "รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ   น่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ารัก  เป็นที่อาศัยของความใคร่ เป็นที่ตั้งของความกำหนัดยินดี  มีอยู่"  (ในกรณีของเสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ก็นัยเดียวกัน)  (สํ.สฬา.18/67/44)  และมีคำอธิบายในจูฬนิทเทสว่า  "ธรรมอันเป็นวัตถุแห่งตัณหา  เป็นอารมณ์ของตัณหา  ชื่อว่า กาม  เพราะว่าเป็นที่ตั้งของความใคร่  เป็นที่ตั้งของความกำหนัด  เป็นที่ตั้งของความมัวเมา   เหล่านี้  เรียกว่า วัตถุกาม"   (ขุ.จู.30/95/27)


ตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ข้างต้นแสดงว่า  วัตถุทุกสถานะต่างมีคุณสมบัติ  คือ  อำนาจที่ก่อให้เกิดความรู้สึกปรารถนา ใคร่  พอใจ  รัก  ต้องการ  ยินดี  (อิฏฐะ กันตะ  มนาปะ  ปิยะ  กามะ  รชะ)   ขึ้นในจิตใจของคนที่ไปเกี่ยวข้องสัมผัสมัน   เพราะเป็นวัตถุมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้  พระพุทธศาสนาจึงเรียกวัตถุเหล่านี้ว่า  "วัตถุกาม"   ซึ่งมีความหมายว่า วัตถุที่มีอำนาจให้เกิดความต้องการ ฉะนั้น  จึงกล่าวได้ว่า  คำว่า "กาม"  มีความหมายครอบคลุมคำอื่นๆ คือ  อิฏฐะ  กันตะ  มนาปะ  ปิยะ  รชะไว้ด้วย  พระพุทธศาสนาจึงมักกล่าวถึงถึงสิ่งหล่านี้ด้วยคำว่า "กาม"  หรือ  "วัตถุกาม"   คำเดียว   ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของวัตถุดังกล่าวนี้   เป็นวัตถุวิสัย   ถึงคนจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกถึงคุณสมบัติดังกล่าวนี้  คุณสมบัติเหล่านี้ก็มีอยู่   ดังพุทธพจน์ที่ยืนยืนว่า  "รูป...ที่น่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ารัก  ... มีอยู่"   แต่คนที่จะเกิดความรู้สึกปรารถนาหรือรักวัตถุเหล่านั้นก็คือ  คนที่ยินดีสรรเสริญ  หมกมุ่นในวัตถุเหล่านั้น   หากไม่มีความยินดี  ไม่หมกมุ่น  ไม่สรรเสริญ  ก็ไม่เกิดความปรารถนาความรัก เป็นต้น  ในวัตถุเหล่านั้น  ความยินดี ความหมกมุ่นเหล่านี้  คือ สิ่งที่พระพุทธศาสนาเรียกรวมๆ ว่า  กิเลส   และกิเลส  พระพุทธศาสนาก็ถือว่า   เป็นสิ่งเชิงวัตถุวิสัย   คือ  เป็นสิ่งที่มีอยู่ในสันดานของมนุษย์ตามธรรมชาติของมนุษย์

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 18:23:02
...
ความคิดเห็นที่ 4
ความงามเกิดขึ้นได้อย่างไร ?   มีพระพุทธพจน์ในสังยุตตนิกายสคาถวรรคว่า "สิ่งสวยงามทั้งหลายในโลก  ไม่ใช่กาม    ความดำริด้วยความกำหนัดของคนนั่นแหละ คือ กาม    เมื่อกำจัดฉันทะ  (ความพอใจ - คือตัณหาฉันทะ)  ในสิ่งเหล่านั้นเสียได้  สิ่งสวยงามเหล่านั้นมันก็ตั้งอยู่ของมันอย่างนั้นเองในโลก"   (สํ.ส.15/103/31)


ตามนัยแห่งพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้  แสดงให้เห็นว่า   ความงามของวัตถุ  ซึ่งมีความหมายรวมทั้งมนุษย์  สัตว์  และสิ่งของทั้งหลายเป็นผลของการประทะสังสรรกันระหว่างคุณสมบัติของวัตถุ กับ กิเลสในจิตหรือในสันดานของคน โดยมีอายตนะ   คือ ประสาทสัมผัสทั้ง  ๖  เป็นสื่อกลาง  หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง  ความงามของวัตถุก็ไม่ปรากฏ  องค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการของการเกิดขึ้นของความงาม ก็คือ กิเลสในจิตของคน   กล่าวคือ   แม้วัตถุที่มีคุณสมบัติมีอยู่  ประสาทสัมผัสเป็นต้นก็ดี   การรับรู้ก็มีอยู่   แต่ผู้รับรู้คือคน เป็นคนไม่มีกิเลส  ความงามเกี่ยวกับวัตถุที่ถูกรับรู้นั้น  (เช่น  หญิง - ชาย)  ก็ไม่เกิดขึ้นกับคนนั้น   คนดังกล่าวนี้  คือ พระอรหันต์   ฉะนั้น  พระอรหันต์จึงรับรู้วัตถุต่างๆ  ด้วยความรู้สึกที่เป็นกลาง  คือ ไม่รู้สึกว่า สวย  หรือ ไม่รู้สึกว่า ไม่สวย  เป็นเพียงแค่รับรู้สิ่งนั้นเท่านั้น  ดังที่พระพุทธศาสนาใช้คำว่า "เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ไม่ยินดียินร้าย  หรือ ไม่รักไม่เกลียด"  (สํ.สฬา.18/133/91) 


ฉะนั้น  จึงกล่าวได้ว่า  ความงามไม่ใช่คุณสมบัติของวัตถุ  แต่วัตถุมีคุณสมบัติบางอย่างที่จะทำให้คนมีกิเลสเกิดความรู้สึกว่า งาม  (อิฏฐะ  กันตะ  มนาปะ  ปิยะ  กามะ  รชะ)    ความงามเป็นผลของการปรุงแต่งของจิตที่คิดไปตามอำนาจของกิเลสมีความพอใจ   (ฉันทะ = ตัณหาฉันทะ)   เป็นต้น   ฉะนั้น   ความงามของวัตถุหรือความงามในมิติทางโลก  จึงเป็นจิตวิสัย  คือ เป็นสิ่งที่จิตคิดขึ้นเอง  ไม่มีความเป็นจริงในตัวมันเอง  หากความงามของวัตถุเป็นวัตถุวิสัย  ทุกคนก็จะมองเห็นวัตถุว่า งามเหมือนกันหมด ทั้งคนมีกิเลส และคนไม่มีกิเลส
แก้ไขเมื่อ 24-01-2020 15:33:30
...
ความคิดเห็นที่ 5
ตามนัยดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่า   พระพุทธศาสนาถือว่า  ความงามของวัตถุ   หรือ  ความงามในมิติทางโลก  เป็นจิตวิสัย  และเป็นสิ่งที่เป็นไปตามการกำหนดของคนดังที่พระพุทธศาสนา เรียกว่า  โลกบัญญัติ  เท่านั้น  นอกจากนี้   ยังอาจกล่าวได้ว่า  ความมากน้อยของความงามทางโลก  หรือ  ความงามของวัตถุ  ขึ้นอยู่กับความมากน้อย  หรือ  ความหนาแน่นความเบาบางของกิเลสในจิตใจของคนนั้นๆ   ด้วย   หากไม่มีกิเลสเลย  ก็ไม่มีความรู้สึกเรื่องความงามทางโลก   หรือ  ความงามทางวัตถุเลย
แก้ไขเมื่อ 24-01-2020 15:38:41
...
ความคิดเห็นที่ 6
จบหน้า 168


 

แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:48:11
...
ความคิดเห็นที่ 7
สรุป


พระพุทธศาสนากล่าวถึงความงามใน ๒  มิติ  คือ  ความงามในมิติทางธรรม และความงามในมิติทางโลก   ความงามในมิติทางธรรม  หมายถึงความงามที่เป็นลักษณะของธรรม หรือ  ความจริงอันเป็นผลจากคุณภาพหรือคุณสมบัติของธรรมที่ปรากฏต่อการรับรู้ของมนุษย์ผู้มีญาณ หรือ แสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์ผู้ทรงศีลทรงธรรมทำให้คนทั่วไปรู้เห็นได้ว่าเป็นผู้ททรงธรรมหรือเป็นคนที่งาม  โดยไม่จำกัดอายุและเพศวัย    ความงามของธรรมเป็นวัตถุวิสัย  เพราะเนื่องมาจากคุณภาพหรือคุณสมบัติเชิงวัตถุวิสัยของธรรม   ปรากฏการณ์ทางความงามของธรรมจึงเป็นสากล    ทุกคนที่รู้หรือสัมผัส   ย่อมรู้ได้หรือสัมผัสได้ตรงกันเหมือนกัน


ส่วนความงามในมิติทางโลก    หรือ  ความงามทางวัตถุ  พระพุทธศาสนาถือว่า เป็นผลของการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคุณภาพ หรือ คุณสมบัติของวัตถุ กับ กิเลส คือ  ความยินดีพอใจ เป็นต้น ในจิตใจ หรือ ในสันดานของคน   แต่ละคนจึงมีความรู้สึกเรื่องความงามของวัตถุแตกต่างกันไปตามอิทธิพลของกิเลสของแต่ละคน  
สำหรับคนที่ไม่มีกิเลส  ก็จะไม่มีความรู้สึกเรื่องความงามทางวัตถุเลย    
ฉะนั้น   ความงามในมิติทางโลก  หรือ  ความงามทางวัตถุ  พระพุทธศาสนาถือว่า เป็นจิตวิสัยหรือไม่มีจริง   แต่พระพุทธศาสนา  ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ไปตามภาษาหรือการบัญญัติของโลกเหมือนกัน  ทั้งนี้ก็เพื่อผล  คือ  การสื่อสารหรือสื่อความหมายกับชาวโลกเท่านั้น   และเมื่อความงามทางวัตถุไม่มีจริง  หรือ  กล่าวสั้นๆ ว่าไม่จริง  จึงเป็นสิ่งไม่มีคุณค่าหรือไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างแท้จริง   ตามความหมายของคำว่า  "ประโยชน์"  ในทางพระพุทธศาสนา   เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า  สิ่งที่จริงเท่านั้น  จึงมีประโยชน์อย่างแท้จริง


แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:50:11
...
ความคิดเห็นที่ 8
จบเล่ม หน้า 169



แก้ไขเมื่อ 25-01-2020 17:49:50
...
ความคิดเห็นที่ 9
 จิตวิสัย    (จิดตะ -)  ว. ที่มีอยู่ในจิต, ที่เกี่ยวกับจิต; ที่จิตคิดขึ้นเองโดยไม่อาศัยวัตถุภายนอก,  ตรงข้าม กับ วัตถุวิสัย
เรียกการสอบแบบที่ให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นด้วยว่า  การสอบแบบจิตวิสัย, อัตนัย ก็ว่า  (อ.subjective)  


วัตถุวิสัย    ว.   ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ   โดยไม่เกี่ยวกับความคิดหรือความรู้สึก;  เรียกการสอบแบบที่ผู้สอบมักไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นส่วนตัว  เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบตายตัว  ว่า  การสอบแบบวัตถุวิสัย, ปรนัย  ก็ว่า  (อ.objective)  


จิต, จิต-    (จิด, จิดตะ-)  น. ใจ,  สิ่งที่มีหน้าที่รู้   คิด   และนึก, (โบ  เขียนว่า  จิตร),  ลักษณะนามว่า ดวง. (ป.จิตฺต)

จิตใจ   น.  ใจ,  อารมณ์ทางใจ.

จิตภาพ  (จิดตะ-)  น.  ลักษณะทั่วไปของจิตที่แสดงให้เห็นเด่นชัด,  บางทีใช้หมายถึง วิสัยสามารถของจิต. (อ.mentality) 


จิตสำนึก   น.  ภาวะที่จิตตื่น และรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ  รูป  เสียง กลิ่น  รส  และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย  (อ.conscious)


จิตต- จิตต์  (จิตตะ-)  (แบบ)  น. จิต   (ป.)  จิตตภาวนา  (แบบ)   น. การอบรมจิต. 


จิตตวิสุทธิ (แบบ)  น. จิตบริสุทธิ์  คือ บริสุทธิ์จากกิเลส.


จิตตานุปัสสนา  น.  การพิจารณาจิตเป็นอารมณ์  


จิตนิยม    (จิตตะ-)  น. ลัทธิที่เชื่อว่าจิตเท่านั้นเป็นความแท้จริงขั้นสูงสุด  วัตถุทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งที่จิตคิดขึ้น


จิตแพทย์   (จิตตะ-)  น. แพทย์ผู้รักษาโรคทางจิตใจ  ซึ่งมีอาการแสดงความรู้สึก  ความคิด  อารมณ์  หรือ พฤติกรรมที่ผิดปกติ. (อ. psychiatrist)


จิตบำบัด  (จิดตะ-)  น. วิธีรักษาผู้ป่วยหรือผู้มีปัญหาทางด้านจิตใจด้วยวิธีที่จิตแพทย์หรือน้กจิตวิทยาสนทนากับผู้ที่มารับการรักษา  เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของโรคหรือปัญหาแล้วหาทางแก้ไข.  (อ. psychotherapy)
...
ความคิดเห็นที่ 10
 
ความคิดเกี่ยวกับสมมติสัจจะ    และปรมัตถสัจจะ    ทีท่านระบุออกมาเป็นคำบัญญัติใน พระอภิธรรมนั้น  ก็ยกเอาความในพระสูตรนั่นเองเป็นที่อ้าง     แสดงว่า  ความคิดความเข้าใจเรื่องนี้    เป็นของมีแต่เดิม  แต่ในครั้งเดิมนั้น    คงเป็นที่เข้าใจกันดี     จนไม่ต้องระบุคำบัญญัติ    คำนี้   ข้อความในพระสูตรที่ท่านยกมาอ้างนั้น เป็นคำของพระภิกษุณีชื่อวชิรา   มีเนื้อความดังนี้  
 
"นี่แน่ะมาร       ท่านจะมีความเห็นยึดถือว่า    เป็นสัตว์ได้อย่างไร    ในสภาวะที่เป็นเพียงกองแห่งสังขารล้วนๆ นี้   จะหาตัวสัตว์ไม่ได้เลย    เปรียบเหมือนว่า    เพราะคุมส่วนประกอบเข้าด้วยกัน     ศัพท์ว่า   รถ  ย่อมมี  ฉันใด   
เมื่อขันธ์ทั้งหลาย   มีอยู่   สมมติว่า  สัตว์   ก็ย่อมมีฉันนั้น"
 
ความคล้ายกันนี้    ที่เน้น ในแง่ ปฏิบัติ    คือ   ความรู้เท่าทันสมมติ   และเข้าใจปรมัตถ์   แล้วรู้จักใช้ภาษา    เป็นเครื่องมือสื่อความหมาย      โดยไม่ยึดติดในสมมติเป็นทาสของภาษา  ตามบาลีที่เป็นพุทธพจน์  เช่น
 
"ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ....จะพึงกล่าวว่า  ฉันพูด   ดังนี้ก็ดี    เขาพูดกับฉัน  ดังนี้ก็ดี      เธอเป็นผู้ฉลาด    รู้ถ้อยคำที่เขาพูดกันในโลก     ก็พึงกล่าวไปตามโวหารเท่านั้น"   (สํ.ส.15/65/21)
 
"เหล่านี้    เป็นโลกสมัญญา      เป็นโลกนิรุตติ     เป็นโลกโวหาร    เป็นโลกบัญญัติ    ซึ่งตถาคตใช้พูดจา  แต่ไม่ยึดติด"   (ที.สี.9/312/248)
 
พระอรรถกถาจารย์บรรยายลักษณะของพระสูตร  (สุตตันตปิฎก)   ว่าเป็นโวหารเทศนา  เพราะเนื้อหาส่วนมากแสดงโดยโวหาร  คือ  ใช้ภาษาสมมติ  
ส่วนพระอภิธรรมเป็นปรมัตถเทศนา   เพราะเนื้อหาส่วนมากแสดงโดยปรมัตถ์  คือ  กล่าวตามสภาวะแท้ๆ  (วินย.อ.1/21...)   นี้เป็นข้อสังเกตเพื่อประดับความรู้อย่างหนึ่ง


(พุทธธรรมหน้า 49)
แสดงความคิดเห็น
หรือ