สร้างกลุ่มใหม่เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนๆ สร้างกลุ่ม
ครั้นเมื่อ 2 บอร์ดเดิม http://group.wunjun.com/whatisnippana http://group.wunjun.com/meditation หน้าแรกเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยกดดูนั่นดูนี่ไป ก็พบตรงนี้เข้า ตั้งใจประชดบอร์ด วันจันเน่านานแล้ว ครั้งแรกใส่ abc no ok เปลี่ยนเป็น ake กดโพสต์วิบเดียวชื่อบอร์ดวันจันเน่ามาเลย เป็น Admin ในบัดดล จึงตั้งใจกดกลับไปที่ตรงเดิม จะตั้งชื่อบอร์ดให้เหมาะกับการใช้งาน ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้น จึงจำยอมรับ ชื่อ วันจันเน่า + ake


นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ

...
| อ่าน 18 | ตอบ 14
ขนาดตัวอักษร

ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
บทลงท้าย
ความสุขที่สมบูรณ์  ดูอย่างไร


ทีนี้มาถึงลักษณะของความสุขอย่างสูงสุด   ซึ่งตามลักษณะพระพุทธศาสนา พูดสรุปรวบรัดทีเดียว  ก็คือ "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง   หรือ  เป็นความสุขอย่างสูงสุด


ทีนี้ เมื่อพัฒนาความสุขมาจนแตะหรืออ้างอิงพาดพิงถึงความสุขอย่างสูงสุดแล้ว  ก็ควรจะรู้ว่า  ความสุขสูงสุดมีลักษณะอย่างไร   เผื่อจะเอาไว้ใช้ตรวจสอบความสุขของเราว่าเข้าในแนวทางที่ถูกต้องไหม   มีทางที่จะพัฒนาดีขึ้นไปได้ไหม


อย่างน้อยก็จะได้ใช้เป็นแนวในการปรับปรุงความสุขของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น  มีคุณให้มาก  มีโทษให้น้อย แล้วตัวเราเองก็จะปฏิบัติต่อความสุขที่มีอยู่ได้ถูกได้ดีขึ้นด้วย
...
ความคิดเห็นที่ 2
ลักษณะง่ายๆ ของความสุขอย่างสูงสุด  หรือ  ความสุขสมบูรณ์  ที่พอจะปรากฏออกมาให้พูดถึงได้  ก็คือ
๑.เป็น   สุขตลอดเวลา    ไม่ต้องหา  เป็นคุณสมบัติประจำ  มีอยู่กับตัว
๒.เป็น   สุขอิสระ  ไม่ต้องพึ่งพา  ไม่ขึ้นต่ออะไรๆ เช่น  ไม่อาศัยสิ่งเสพ
๓.เป็น   สุขล้วน    บริสุทธิ์บริบูรณ์  ไ่มีทุกข์แฝงหรือค้างคาเหลืออยู่เลย


เพื่อให้คล่องปาก  อาจพูดเปลี่ยนลำดับว่  สุขอิสระ  สุขล้วน สุขตลอดเวลา
...
ความคิดเห็นที่ 3
ข้อแรก   ความสุขอย่างสูงสุดนั้น  มีอยู่ในตัวตลอดเวลา   เพราะเป็นคุณสมบัติของชีวิตไปแล้ว  เป็นของประจำตัว  เมื่อมีอยู่ข้างในของตัวเอง มีอยู่กับตัวเองแล้ว  ก็ไม่ต้องหา


เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า จะเสด็จไปไหน  จะจาริกรอนแรมไปกลางป่า   บนเขา มีคน  หรือ ไม่มีใคร อย่างไร   ก็มีความสุข   เพราะความสุขเป็นคุณสมบัติอย่างข้างใน  ไม่ต้องหาแล้ว


ข้อสอง   เป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพา  ไม่ขึ้นต่ออะไรๆ  เป็นสุขที่อยู่กับตัวเอง จึงเป็นอิสระ   เป็นไทแก่ตัว  ตรงข้าม กับ กามสุข ที่เป็นสุขแบบพึ่งพาเต็มที่   แล้วปัญหาทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาเพราะการที่ต้องพึ่งพากาม   ต้องพึ่งพาวัตถุนี่แหละ


กามสุข หรือ สามิสสุข นั้น  (เรียกให้สะดวกลิ้นไทยว่า  อามิสสุข  ก็ได้)   เป็นสุขที่ขึ้นต่อสิ่งเสพ  อาศัยของรักของชอบข้างนอก  ไม่เป็นอิสระกับตัวเอง


อย่าง  รูป  รส  กลิ่น  เสียง   ของสัมผัสทั้งหลาย   เราต้องขึ้นกับมันทั้งนั้น   คือ  จะมีสุขได้  ก็ต้องพึ่งมัน  ต้องอาศัยมัน   ต้องไปเที่ยวหาเอามา  และครอบครองไว้ ต้องคอยดูแลให้ดี  ต้องคุ้มครองป้องกัน   หวงแหนหนัก เหนื่อยกับมัน  ตัวเองก็ไม่เป็นอิสระ  แล้วก็ทำให้ขัดแย้งกัน  ต้องแย่งชิงกับคนอื่น   เป็นเหตุให้เบียดเบียนกัน


แต่เมื่อเราพัฒนาความสุขที่เป็นอิสระขึ้นมาได้  ตัวเองก็มีความสุขได้โดดยไม่ต้องพึ่งพา แล้วก็ไม่ต้องแย่งชิงเบียดเบียนกัน


ข้อสาม   เป็นความสุขที่สมบูรณ์  ลักษณะที่สมบูรณ์ก็คือ  ไม่มีทุกข์แฝง  ไม่มีอะไรรบกวน หรือ ค้างคาระคาย
แก้ไขเมื่อ 01-02-2020 16:51:03
...
ความคิดเห็นที่ 4
คนในโลกจำนวนมากบอกว่าเขามีความสุข แต่ลึกลงไป   ยังมีทุกข์หรือมีเหตุแห่งทุกข์แฝงอยู่  เช่น  มีกังวล หวั่นใจ  หวาด   ระแวง  ค้างคา  ระคายใจ   บ้างก็มีอาการเหงา   หงอย  อ้างว้าง   ว้าเหว่  บอกว่ามีความสุข  แต่เสวยสุขเหล่านั้นไม่โล่ง   ไม่โปร่ง   ไม่ได้สุขเต็มที่


ทีนี้  พอหมดเหตุแห่งทุกข์ในตัวแล้ว   ก็มีความสุขสมบูรณ์เต็มที่   ไม่มีทุกข์อะไรจะเหลือจะแฝง   ที่จะมารบกวนระคายใจ   จะเสวยสุขอื่นอะไร ก็ได้ความสุขนั้นเต็มที่   เป็นความสุขอยู่แล้วในตัวด้วย   และทำให้พร้อมที่จะเสวยสุขอื่นอย่างเต็มอิ่มด้วย


เหมือนอย่างพระอรหันต์  ซึ่งมีสุขประเภทสมบูรณ์นี้   อย่างที่ว่ามีความสุขอยู่ตลอดเวลา   เพราะเป็นคุณสมบัติอยู่ในตัว    ทั้งที่สุขอยู่แล้วนี้   พร้อมกันนั้น   ท่านก็เสวยความสุขอย่างอื่นด้วยตามปรารถนา  และได้ความสุขจากภาวะแห่งความสุขอันนั้นเต็มที่


ดังเช่น  พระอรหันต์อยู่ว่างๆ  ไม่มีกิจอะไรจะพึงทำ  ท่านก็เข้าฌาน ๔  เสวยฌานสุข  เรียกว่า เอาฌาน ๔  เป็น ทิฏฐธรรมสุขวิหาร   แปลว่า เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน  และในเวลาที่เสวยฌานสุขนั้น  ท่านก็สุขเต็มที่จากฌาน  เพราะไม่มีอะไรแฝงระคายในใจ


ต่างจากพวกมนุษย์ปุถุชนที่ยังมีเชื้อแห่งทุกข์แฝงอยู่ในใจ   ถึงได้ฌานอะไร  ก็ยังมีเชื้อทุกข์แฝงอยู่ข้างใน   ไม่โล่งไม่โปร่งแท้   นี่แหละเป็นความแตกต่างอันหนึ่ง
...
ความคิดเห็นที่ 5
ย้ำอีกทีว่า   สุขสูงสุดนี้   ทั้งสมบูรณ์เป็นความสุขในตัวด้วย   และทำให้ความพร้อมที่จะเสวยสุขอะไรก็ได้


ลองดูในมาคัณฑิยสูตร   ที่เคยพูดถึงมาแล้ว   พระพุทธเจ้าตรัสว่า   ถ้าเราไม่บรรลุสุขที่สูงอันประณีตนี้  เราก็รับประกันตัวไม่ได้ว่าเราจะไม่หวนกลับมาหากามสุข แต่เพราะเราได้เข้าถึงความสุขที่ประณีตนี้แล้ว   ก็เลยไม่มีความคิดที่จะเสพเสวยกามสุขนั้น   นี่คืออย่างไร


ถ้าจะอุปมา  ก็เหมือนกับผู้ใหญ่มาเห็นเด็กเล่นขายของ   ก็ไม่รู้สึกลงมาว่าทำอย่างนั้นจะมีความสุข  ที่ไม่เสวยสุขนั้น   ไม่ใช่เพราะว่าทำไม่ได้   แต่เพราะมีความสุขที่ยิ่งกว่านั้น   เลยไปแล้ว   จิตใจก็เป็นไปเอง  มันเป็นพัฒนาการในทางความสุข   ตามภาวะของจิตใจที่เป็นไปอย่างนั้น


แต่ทั้งนี้   ท่านมีความพร้อมที่จะเสวยสุขได้เต็มที่ อย่างไม่มีอะไรค้างคาระคายเคืองใดๆ ทั้งสิ้น  จึงเป็นสุขที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์


ก็เลยเท่ากับสรุปอีกทีหนึ่งว่า   ทั้งสุขตลอดเวลา    เพราะว่ามีสุขประจำอยู่ในตัว   และจะเสวยสุขอะไรอีกก็ได้และแต่ปรารถนาได้เต็มที่  เพียงแต่ว่าถ้าจะไม่เสวยสุขอย่างไหน   ก็เพราะพ้นเลยความปรารถนา และมีสุขอย่างอื่นที่จะเลือกซึ่งเหนือกว่า    เป็นเรื่องของพัฒนาการทางความสุขที่จะเป็นไปอย่างนั้นเอง.
...
ความคิดเห็นที่ 6

แก้ไขเมื่อ 01-02-2020 17:18:16
...
ความคิดเห็นที่ 7
เมื่อสุขของบุคคล   คือ  สุขเพื่อมวลชนทั้งโลก


อีกอย่างหนึ่งที่โยงกับเมื่อกี้     คือว่า   เพราะมีความสุขอย่างสมบูรณ์  โล่ง  ไม่มีอะไรค้างคาระคายเลยนี้แหละ   พระอรหันต์จสึงสัมผัสเข้าถึงสิ่งที่จะทำให้เกิดความสุขได้ทันที   เช่น  ถึงกันกับธรรมชาติ  ไม่มีอะไรในใจของตัวที่จะมากีดมากันมาขวางมากั้น


เหมือนอย่างพระอรหันต์ขึ้นบนภูเขา    เข้าไปในป่า   ก็เกิดความสุขฉับพลัน  พอมาสัมผัสธรรมชาติ  ท่านก็มีความสุขทันที


ไม่เหมือนคนที่ยังมีทุกข์  มีเชื้อทุกข์อยู่  เข้าไปในที่ๆ  น่าจะมีความสุข  แต่เจ้าตัวความกังวล   ความห่วง  ความไม่สบายใจ   ความคิดถึงการแข่งขัน  เรื่องการค้าขาย  เรื่องการเมือง ฯลฯ  อะไรต่างๆ  สารพัด  ก็ตามไปรังควานใจ  ทำให้สัมผัสไม่ถึงความสุข   หรือ แม้สุข  ก็สุขไม่ได้เต็มที่


สำหรับพระอรหันต์นั้น   สภาพแวดล้อมทั่วไป  มีแต่สิ่งที่มาเสริมความสุขให้  จนกระทั่งถึงว่า  แม้แต่สิ่งที่ไม่เอื้อ   ก็เป็นที่รื่นรมย์ได้หมด  และไม่เฉพาะตัวท่านเองที่มีความสุขพร้อมอยู่เสมอแล้วเท่านั้น  ผู้คนที่มาอยู่ใกล้ท่าน  สภาพที่เคยวุ่นวาย   ก็กลายเป็นที่สบายใจไปด้วย   ดังที่มีคำตรัสเป็นคาถาธรรมบทว่า


คาเม  วา  ยทิ  วารญฺเญ     นินฺเน  วา  ยทิ  วา  ถเล
ยตฺถ   อรหนฺโต  วิหรนฺติ     ตํ   ภูมิรามเณยฺยกํ.


แปลว่า    ไม่ว่าบ้าน  ไม่ว่าป่า  ไม่ว่าที่ลุ่ม  ไม่ว่าที่ดอน   ท่านผู้ไกลกิเลสอยู่ที่ไหน  ที่นั้นไซร้  เป็นภูมิสถานอันรื่นรมย์.





แก้ไขเมื่อ 01-02-2020 17:46:41
...
ความคิดเห็นที่ 8
พระอรหันต์จะไปอยู่ที่ไหน  ท่านเองก็ร่าเริงใจได้หมด   แล้วก็พาคนอื่นให้รื่นรมย์ไปด้วย  ท่านสามารถมองสิ่งปฏิกูล   ของน่ารังเกียจ  ให้ดูดีน่าสบายใจ  ก็ได้   เพราะมีอำนาจบังคับสัญญาตามต้องการ  (เป็นภาวิตินทรีย์)


นี่ก็เป็นเรื่องของความสามารถในการมีความสุข  ที่ว่าเป็นไปเองตามการพัฒนาของมนุษย์


การปฏิบัติธรรมนั้น   ถ้าถูกทางแล้ว  ความสุขก็จะเลื่อนขั้นพัฒนาไปอย่างนี้   เมื่อความสุสขสมบูรณ์  ธรรมอื่นก็สมบูรณ์ด้วย   เป็นไปเองตามกระบวนการธรรมชาติ   อย่างเรื่องแม่ไก่ฟักไข่    จึงแน่นอน ไม่มีอะไรจะต้องสงสัย


จึงได้บอกไว้  จะพูดว่า  พระพุทธศาสนา  คือ  ระบบการพัฒนาความสุข ก็ได้    จะพูดว่ากระบวนการกำจัดทุกข์ ก็ได้   จะพูดว่าอะไร  เมื่อเข้าแนวธรรม  ลงกับธรรมดาของธรรมชาติ ก็พูดได้ทั้งนั้น  ทัี้งหมดก็เป็นแง่ความหมายที่มาโยงถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ยังไม่จบ  ขอบอกเพิ่มว่า   ความสุขที่บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น   ปรากฏเป็นความคุณสมบัติที่มีความหมายแผ่ขยายออกไป   ที่ควรต้องกล่าวไว้อีกอย่าง  คือ  อะไร


ขยายความหน่อยหนึ่งว่า  พอคนพัฒนาตนสมบูรณ์  มีความสุขที่สมบูรณ์แล้ว  ก็หมายความว่า  คุณสมบัติต่างๆ ก็มาถึงจุดสมบูรณ์ทั้งหมด   โดยมาบรรจบที่ปัญญาอันสมบูรณ์เป็นโพธิ  รู้เข้าใจทั่วถึงเท่าทันสิ่งทั้งหลาย  ทำให้จิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ  และวางใจสิ่งทั้งหลายถูกต้องลงตัวพอดีทั้งหมด


ถึงจุดนี้  บุคคลนั้นก็เป็น  "กตกรณีย์"   คือเป็นผู้ทำสิ่งที่ต้องทำเสร็จแล้ว   ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อให้ตัวเป็นอย่างนี้อีก   อะไรที่จะทำเพื่อให้ตัวเป็นสุข  ก็ไม่ต้องทำแล้ว  แม้แต่จะฝึกตนเพื่อให้พัฒนาในชีวิต  ในการศึกษาอะไรก็ไม่ต้องทำแล้ว   ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป


พูดง่ายๆว่า   พระอรหันต์มีลักษณะสำคัญ  คือ   เป็นผู้ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปแล้ว  เพราะมีชีวิตที่สมบูรณ์แล้ว   ศึกษาพัฒนาจบแล้ว   เป็นอเสขะ  เป็นภาวิต


เมื่อตัวเองสมบูรณ์จนหมดตน   ไม่มีอะไรจะต้องทำเพื่อตนเองอีกต่อไปแล้ว    ไม่ว่าจะเพื่อให้มีความสุข  ไม่ว่าจะเพื่อพัฒนาตน    ไม่ว่าเพื่ออะไรแล้ว   คราวนี้   จะทำอะไรต่อไป  ชีวิตก็ยังอยู่   แถมชีวิตที่ยังมีนั้น  ก็เป็นชีวิตที่ได้พัฒนาแล้วอย่างดี  เต็มที่ทั้งพฤติกรรม  จิตใจ  และปัญญา   เปี่ยมด้วยประสบการณ์เยี่ยมยอด


ทีนี้  ก็นำเรี่ยวแรงพลังงานเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นมาทำการเพื่อโลก   คือ  เพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกต่อไป


ตอนนี้ก็จึงมาบรรจบกัน  คนที่พัฒนาสูงสุดหมกิเลส  มีความสุขสมบูรณ์แล้ว ก็ใช้คำสั้นๆ  ว่า  นิพพาน  ก็คือ  บุคคลนั้นนิพพาน  พอบุคคลนิพพาน ทีนี้  ก็ทำการเพื่อโลก   จึงเป็นคติพุทธศาสนา

พูดสั้นๆว่า   "บุคคลนิพพาน  ทำการพื่อโลก"
แก้ไขเมื่อ 01-02-2020 18:48:47
...
ความคิดเห็นที่ 9
อนึ่ง  ตรงนี้  มองมาได้จากหลายแง่  และแง่หนึ่ง  ที่อยากจะให้มองในตอนนี้  ก็คือ  การที่คุณสมบัติด้านปัญญาที่สมบูรณ์  ส่งผลให้คุณสมบัติด้านจิต  (ที่ปัจจุบันนิยมใช้คำว่าอารมณ์)  สมบูรณ์ด้วย   ก็คือปัญญาทำให้จิตหลุดพ้นเป็นอิสระ

แล้วจิตที่เป็นอิสระของผู้ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวเองแล้ว  ตนเองมีความสุขสมบูรณ์แล้ว  พร้อมด้วยปัญญาที่มีมองเห็นหมู่มนุษย์ที่ยังมีทุกข์  ก็พ่วงเอากรุณาที่แท้มา  จึงมุ่งหน้าแต่จะไปแก้ไขทุกข์  นำสุขมาให้แก่หมู่มนุษย์เหล่านั้นสืบต่อไป  และนั่นก็คือชีวิตที่แท้ของพระอรหันต์


มีแง่ที่พึงกล่าวแทรกว่า   เป็นธรรมชาติของคน  เมื่อมีทุกข์ ก็จะระบายกระจายทุกข์ออกไป   ถ้าระบายออกได้ทางปาก   โดยจัดทางระบายให้ปลอดภัย   ก็จะผ่อนคลายมีทางแก้ไขปัญหาได้ดี    แต่ถ้าไม่จัดช่องระบายทางปากให้ดี  ก็อาจใช้กำลังร่างกาย เป็นต้น  แผ่ขยายทุกข์ออกไปในหมู่มนุษย์ให้เป็นปัญหาที่พาให้เดือดร้อนกันไปทุกที่


ในทางตรงข้าม  คนที่มีความสุข   ก็มีพลังที่จะแผ่รังสีแห่งความสุขให้กระจายแพร่ออกไป  ยิ่งเป็นผู้ที่มีความสุขเต็มเปี่ยมสมบูรร์แล้ว  เมื่อตนได้หลุดพ้นเป็นอิสระ   ก็อยากจะไปช่วยคนอื่นที่ยังถูกมัด  ให้หลุดพ้นเป็นอิสระด้วย


ดังนั้น  พระอรหันต์จึงเปรียบเหมือนคนที่หลุดพ้นออกไปจากเครื่องผูกมัด  เป็นอิสระเสรีแล้ว   เมื่อหายเดือดร้อนวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองแล้ว  ปัญญาที่มองกว้างออกไป ได้เห็นผู้คนทั้งหลายถูกมัดอยู่ ก็ทำให้เกิดพลังแห่งกรุณา   ที่ปรารถนาจะช่วยคนเหล่านั้นให้หลุดออกมาด้วย   ดังนั้น  เมื่อตนเองไม่มีอะไรต้องวุ่นพวงอีกแล้ว  ก็เที่ยวแก้มัดคนอื่นไปทั่ว


เป็นอันว่า เมื่อบุคคลนิพพาน  และความสุขก็สมบูรณ์  ไม่มีอะไรต้องทำให้แก่ตัวเองอีกแล้ว ก็ทำการเพื่อโลกต่อไป
แก้ไขเมื่อ 01-02-2020 18:47:30
...
ความคิดเห็นที่ 10
แก้ไขเมื่อ 02-02-2020 12:13:32
...
ความคิดเห็นที่ 11
ดังนั้น   พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอรหันต์ทั้งหลาย  ในคราวส่งพระสาวกชุดแรก  ๖๐  องค์  ไปประการพระพุทธศาสนาว่า  ทั้งพระองค์เอง และพระสาวกเหล่านั้นก็เช่นเดียวกัน   ได้หลุดพ้นแล้วจากบ่วงผูกรัดทั้งปวง  ทั้งบ่วงทิพย์  และบ่วงมนุษย์  เป็นอิสระเสรีแล้ว


เพราะฉะนั้น "จะระถะ  ภิกขะเว...พหุชนสุขายะ   โลกานุกัมปายะ"    ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงจาริกไป  เพื่อประโยชน์และความสุขแก่เหล่าพหูชน  เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก


นี่คือคติพระอรหันต์  ตัวเองหมดกิจที่ต้องทำเพื่อตัวเองแล้ว   ทีนี้ก็ทำเพื่อโลกอย่างเดียว  เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันตสาวก ดังที่กล่าวมา


...
ความคิดเห็นที่ 12
รวมความว่า   ตั้งแต่เริ่มต้น   การปฏิบัติธรรมก็มีสองด้านคู่กันไป  ทั้งการทำเพื่อขัดเกลาตนเอง  และการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้อื่น   บางวิถีที่กว้างออกไป  ก็ปฏิบัติเพื่อผู้อื่นมากขึ้น  โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์


ทั้งนี้  การปฏิบัติก้าวหน้าไป  ให้ตนเองได้พัฒนามากขึ้น   ก็มีความหมายรวมไปถึงการทำเพื่อผู้อื่นด้วย  โดยที่การทำเพื่อผู้อื่นนั้น ก็เป็นวิธีการที่รวมอยู่ในการพัฒนาตนนั่นเอง


การปฏิบัติธรรมทั้งหมด  ตลอดกระบวนการ  ทั้งการทำกิจในการฝึกตนเองก็ตาม   ในการทำเพื่อผู้อื่นก็ตาม   แม้ถึงเป็นพระโพธิสัตว์  ก็คือการพัฒนาตัวเอง  เพราะยังมีตัวเองที่ต้องฝึกต้องพัฒนาอยู่   ตอนแรก   ไม่ว่าทำที่ตน  หรือทำแก่คนอื่น  ก็คือกิจเพื่อตน เป็นกิจคู่กันไปในการพัฒนาตน


แต่พอพัฒนาตนจบแล้ว  เรียกว่าจบกิจในพระศาสนา   ทีนี้  ก็ทำเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว   จึงมาถึงคติที่ว่า  "บุคคลนิพพาน   ทำการเพื่อโลก"    ดังได้กล่าวแล้ว


ถึงตอนนี้   ความสุขสูงสุด   ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ของบุคคล   ก็แผ่ขยายออกไปเป็นความสุขของมวลชนทั้งโลก
...
ความคิดเห็นที่ 13
ตรงนี้ ก็เหมือนกับว่า   พุทธพจน์สำคัญว่าด้วยความสุขที่เป็นจุดหมายสูงสุดของการพัฒนาชีวิต  กับ  พุทธพจน์สำคัญว่าด้วยความสุขที่เป็นจุดหมายอันยิ่งใหญ่ของการบำเพ็ญพุทธกิจ  มาประสานบรรจบ  และส่งผลต่อผลแก่กัน   คือ พุทธพจน์ว่า นิพพานํ  ปรมํ  สุขํ   (นิพพานเป็นบรมสุข) มาบรรจบรับกันกับพุทธพจน์ว่า  พหุชนสุขายะ  โลกานุกัมปายะ   (เพื่อความสุขของพหูชน   เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก)


พูดสั้นๆว่า   สภาวะสูงสุดแห่ง  "บรมสุข"   อำนวยผลกว้างใหญ่เป็น  "พหุชนสุข"   ซึ่งถือความโดยนัยว่า  "บุคคลนิพพาน  ทำการเพื่อโลก"   ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น


พระพุทธศาสนา  จึงเป็นระบบการพัฒนาความสุข  และเป็นศาสนาแห่งความสุข  ตามนัยทีได้กล่าวมาฉะนี้แล.
...
ความคิดเห็นที่ 14
จบเล่มจบหน้า 1136




แสดงความคิดเห็น
หรือ