แผ่นเสียงกิติพันธ์ พุ่มสุโข แผ่นตัดสำหรับดีเจรายการวิทยุ อัลบั้มทางม้าลาย

...
| อ่าน 228 | ตอบ 2
 [ Admin ]
ขนาดตัวอักษร

แผ่นเสียงสภาพNM
ปกแจก

ราคา บาท

ค่าจัดส่ง 50 บาท

โทร 08 9000 6540


ติ๊ก กิติพันธ์ พุ่มสุโข

หน้า 1 เพลงทางม้าลาย คนใกล้ตัว

หน้า2  เพลงพอเสียที ไม่ต่างกัน






ความคิดเห็น

...
ความคิดเห็นที่ 1
(เจ้าของกระทู้)  [ Admin ]
  ห่างหายไปจากวงการบันเทิงร่วม 10 ปี สำหรับอดีตนักแสดง นักร้อง ที่เคยโด่งดังอย่าง ''ติ๊ก'' กิตติพันธ์ พุ่มสุโข วันนี้ ''สยามดารา'' ในคอลัมน์ ''ดาราเก่า เธอเขาอยู่ที่ไหน'' ได้ไปติดตามเรื่องราวของชีวิตของเขาในวันนี้มาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน

 

จากชีวิตในวงการบันเทิง ที่เขาเคยเป็นนักแสดงที่ยุคนึงสมัยนึงจัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่มีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้อาจจะไม่ได้โด่งดังเป็นพลุทะลุฟ้าหรือ เป็นซูเปอร์สตาร์ เหมือนใครหลายคน แต่สำหรับ ''ติ๊ก-กิตติพันธ์'' ก็ถือว่าเป็นนักแสดงแถวหน้า ที่ผู้จัดละครในสมัยหนึ่งต้องการตัวเขามาร่วมแสดงมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

 


ในขณะที่ดูเหมือนว่างานในวงการบันเทิงของเขา กำลังไปได้สวย ทั้งผลงานละคร และชีวิตการเป็นศิลปินนักร้อง แต่อยู่ๆ ''ติ๊ก'' ก็หันหลังให้วงการบันเทิงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาว่า เขากำลังจะแต่งงานกับสาวนอก

 

วงการ สร้างความเซอร์ไพรส์ที่มาพร้อมกับความงุนงงให้กับคนที่ติดตามผลงานของเขาในขณะนั้นเป็นอย่างมาก เกิดคำถามหลายๆ คำถามขึ้น
ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการหันหลังให้วงการบันเทิงในครั้งนั้นของเขาคืออะไร  เขาต้องการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเพื่อสร้างครอบครัวในฝันของเขาเพียงเท่านั้นหรือ  หรือเขาเบื่อความเป็นไปอะไรบางอย่างในวงการบันเทิง วันนี้ สยามดารา ค้น

ทุกคำตอบมาให้ทุกคนได้ทราบกัน
 

 

ก่อนอื่นต้องขอย้อนอดีตของนักแสดงหนุ่มรายนี้กันก่อน ''ติ๊ก'' กิตติพันธ์ พุ่มสุโข เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2512 เริ่มเข้าวงการครั้งแรก  เมื่อปี พ.ศ. 2531 จากการชักชวน ของ ''ปุ๊ก'' จิตนาถ วัชรเสถียร นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ชื่อ

 

ดังในสมัยนั้น จากการรู้จักกันจากสมัยที่พี่ชายของเขา (ไกรวิทย์ พุ่มสุโข) เริ่มต้นทำอัลบั้มชุดแรก


ต่อมา ปีพ.ศ. 2533 เขาได้เริ่มต้นออกอัลบั้มเพลงชุดแรก ''ยกมาทั้งใจ'' โดยเป็นศิลปินในสังกัดของบริษัทเอสพีศุภมิตรในเครือช่อง 3 ก่อนจะเริ่มผันตัวเองมาเป็นนักแสดง โดยเฉพาะในละครวัยรุ่นยุค 90 ที่มีนักแสดงในสังกัดช่อง 3

 

ในยุคนั้นอย่างอาเธอร์ ปัญจโชติ, พาเมล่า เบาว์เด้นท์, ตรีรัก รักการดี, ชูศักดิ์ วงชาย ร่วมเล่นกันบ่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่อง ''หนุ่มสาวชาวหอ'',''ชีวิตรักนักศึกษาของ ศุภักษร''


''จริงๆ แล้วน่าจะอยู่ประมาณ ปี 31 สืบเนื่องจากพี่ต้อม-ไกรวิทย์ทำอัลบั้มเพลงก่อน และก็มีโปรดิวเซอร์ ก็คือพี่ปุ๊ก-จิตนาถ  วัชรเสถียร เนี่ย ได้ไปคลุกคลีกับบ้านผม แล้วพี่ปุ๊กเห็นครั้งแรกก็เลยถามกับพี่ต้อมว่าน้องชายร้องเพลงได้หรือ

 

เปล่า ก็ช่วงนั้นเป็นช่วงขอช่อง 3 เพิ่งเปิดเอสพีศุภมิตร ก็มีคอนแทกต์กับทางเอสพีก็เลยดึงไปออดิชั่น ครั้งแรกก็คือจะต้องไปออดิชั่นต่อหน้าคุณประชาที่ครัวหลวง สมัยก่อนรุ่นแรกก็จะมีวงชาย ศิลปินที่เป็นนักแสดงกันหมดแล้ว ตอนนั้นเรา

ก็เรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ออดิชั่นเสร็จปุ๊บ พอเราจบมาปุ๊บเขาก็เอาคอนแทกต์มาให้เราเซ็นเลย''


''ตอนนั้นอายุประมาณ 19 ปี อัลบั้มชุดแรกก็คือชุด ''ยกมาทั้งใจ'' ชุดที่ 1 หลังจากนั้นในขณะที่กำลังโปรโมต พี่อี๊ด-ศุภักษร กำลังทำละครกับทางช่อง 3 ก็เลยชวนเราไปแคสติ้งนักแสดง อยู่แล้วตอนนั้นก็มีทิพย์ ธรรมศิริ, วงชายอะไร

 

ประมาณนั้น แล้วก็พี่อี๊ดได้เห็นเราจากเพลงก็เลยเรียกไปแคสต์ก็เลยได้เล่นซีรีส์แรก ก็เป็นละครชุดนิยายรักนักศึกษา หลังจากนั้นพี่อี๊ดก็จะมีละครมาให้เราเรื่อยๆ มีหนุ่มสาวชาวหอ, แก้วขนเหล็ก ตัวเองที่เริ่มจากงานอัลบั้มเดี่ยวก็กลายไปเป็นนัก

แสดงเข้าไปละครก็เยอะมาก ก็แล้วแต่ช่องเลือกมา ส่วนใหญ่จะเป็นช่อง 3 เพราะคอนแทกต์ละครตอนนั้น จะอยู่ประมาณ 4หรือ 5 ปี ต่อมาก็มีอัลบั้มชุดที่ 2 ก็คืออัลบั้มชุด ''ทางม้าลาย'' เป็นจังหวะที่ครบสัญญา พอดี พี่ก็ได้รับการติดต่อจากมี

เดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งช่วงนั้นเขาผลิตละคร ซึ่งก่อนหน้านั้นพี่ก็ได้รับการติดต่อจากดาราวิดีโอ ซึ่งตอนนั้นพี่ยังติดคอนแทกต์ ก็เลยไปไม่ได้ รุ่นพี่ติ๊กเนี่ย เป็นรุ่นที่ต้องบอกว่าก้ำกึ่ง ระหว่างมีผู้จัดการกับไม่มีผู้จัดการ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นผู้จัด

ละคร ก็จะเป็นพี่ๆ นักข่าว จริงๆ พี่เองได้มีพี่ที่เข้ามาดูแลคือพี่อุดม เดลินิวส์เป็นคนดูแลให้แต่ไม่ถึงกับเป็นผู้จัดการเต็มตัว ช่วงที่หมดสัญญาก็มีเล่นกับกันตนาบ้าง มีเล่นกับมีเดีย ออฟ มีเดียส์ ก็จะเยอะหน่อย ช่วงนั้นก็จะเป็นแรงเทียนบางที

เข้าไปในยูทูบ ก็จะเห็นซีรีส์ตรงนั้น แล้วก็ยาวต่อมาเรื่อยๆ รวมแล้วประมาณ 30 เรื่องได้''


''เรื่องสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องที่พี่เริ่มมีข่าวว่าจะแต่งงานกับแฟน ก็ได้รับการติดต่อจากพี่เปิ้ล-หัทยา ตอนนั้นพอดีพี่ตั้วไปเห็นจากภาพข่าว แล้วก็ตอนนั้นพี่ตั้วกำลังจะทำละครเรื่องหลังคาแดง พี่ตั้วก็ถามพี่เปิ้ลว่าตัวจริงเด็กเหมือนในรูปไหม

 

ผมก็เลยขับรถไปให้พี่ตั้วดูตัวเพราะตอนนั้นต้องเล่นเป็นถมทองน้องของบรู๊ค นั่นคือเรื่องสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เล่นอีก''
 

 

จุดพลิกผัน ที่ทำให้ ''ติ๊ก-กิตติพันธ์'' เริ่มห่างจากงานวงการบันเทิง นั่นก็คือการเปิดบริษัทรับทำออร์แกไนซ์กับพี่ชาย และแฟนสาว ก็คือภรรยาคนปัจจุบัน และเริ่มเบนเข็มผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจสำนักพิมพ์ หลังจากที่ได้แต่งงานเข้าสู่ชีวิต

 

การมีครอบครัว


''ท้ายสุดพี่เริ่มพลิกตัวเอง มาทำบริษัทออร์แกไนซ์ เดิมหุ้นกัน 3 คนชื่อบริษัท วิน วิน ก็คือมีพี่ต้อม-ไกรวิทย์ แล้วก็ภรรยาก็คือคุณแจง แล้วก็ตัวพี่ติ๊ก ก็คือรับเรื่องของงานออร์แกไนซ์งานต่างๆ แล้วก็ไปจับงานดีเจของคลื่นที่เกี่ยวกับ

 

หนังสือ คือแฟนเขาทำอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ตอนนั้นจะเป็นรายการของดอกหญ้ายุคนึง แล้วก็มาเปลี่ยนเป็น คลื่น 99 บุ๊คสโตร์ ก็เป็นรายการที่พูดเรื่องของหนังสือต่างๆ หลังจากนั้นพอดอกหญ้าล้ม ซึ่งตอนนั้นภรรยาเขาเป็นผู้อำนวยการการ

ตลาดของดอกหญ้าก็ออกมา ซึ่งช่วงที่เขาทำคาบเกี่ยวเขาได้คุยกับนักเขียนหลายๆ คนไว้ คนแรกก็คือนักแสดงคือคุณ ดุ๊ก-ภาณุเดช มันก็เหมือนว่าเราต้องรับผิดชอบคำพูด ก็เลยหันมาทำธุรกิจสำนักพิมพ์ ก็เลยเป็นช่วงที่ตัวเองเริ่มเข้ามาสู่วง

การทำพ็อกเกตบุ๊ก ก็คือทำสำนักพิมพ์ หน้าที่พี่ติ๊กก็คือมีหน้าที่หาต้นฉบับ คืออะไรน่าสนใจก็จะคุย อย่างเล่มที่ทำงานตัวเองมากที่สุดก็คือ 'เรื่องหมาๆ ของคาร่า'' ก็คือหนังสือเล่มแรกของ คาร่า พลสิทธิ์ คือคอนเซปต์ของหนังสือเล่มนี้คือเราจะ

บอกเขาว่าเราไม่อยากเห็นภาพของคาร่าเป็นนางแบบ ส่วนแฟนก็อยู่ในส่วนของการผลิตทั้งหมด หลังจากนั้นก็ทำสำนักพิมพ์ของตัวเองมาเรื่อยๆ ก็จะมีซีรีส์ที่เป็นเรื่องของฮาวทูด้วย เกี่ยวกับความรู้เราก็ทำมา
ถ้าเป็นในหมวดของความรู้ก็จะใช้ชื่อหัวว่าบ้านหนังสือ 19 ก็ถือว่าค่อนข้างจะทิ้งวงการเลยก็คือไม่ได้เล่นเลย ก็ทำมาประมาณ 60-70 ปกได้ในช่วงเวลา 9-10 ปีที่อยู่มา''


ความฝันในวัยเด็กเป็นแรงผลักดัน ให้ ''ติ๊ก'' ก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำธุรกิจเต็มตัว และการดูแลลูกสาว ก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่หันหลังให้วงการบันเทิง

 


''โดยส่วนตัวต้องยอมรับอย่างนึงว่าการเป็นนักแสดงวันเวลามันจะหมดลงไป ตัวเองเป็นคนฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากทำธุรกิจ ฝันไว้ในส่วนนึงเพียงแต่ว่าจังหวะของเราดี ได้มีโอกาสเข้าไปในวงการบันเทิง มันมีอยู่ครั้งนึงตอนนั้นได้คุยกับอา

 

เปี๊ยก-พิศาล รู้สึกว่าตอนนั้นจะเล่น 'ซอสามสาย'' พีทเป็นพระเอก อาเปี๊ยกพูดอยู่คำหนึ่งว่าโดยลุกส์เราเองเราเป็นคนที่ตาฉลาด เพราะฉะนั้นอย่าเล่นเป็นตัวดี คุณจะหายไปในวงการแต่อย่าร้ายแบบบ้าบอคอแตก ร้ายให้มันเป็นแบบร้ายลึกก็เลย

จำคำอาเปี๊ยก หลังจากนั้นก็จะเล่นเป็นตัวร้ายมาเรื่อยๆ ก็เลยเล่นมา ที่นี้ถามว่าอะไรคือจุดพลิกผัน ก็ต้องบอกว่าพอเวลาเราจับธุรกิจอะไรสักอย่าง สมองมันจะไปตรงนั้น แล้วเวลาเราทำงานมันจะหมดไป ในการคิดงาน ในการทำงาน วงการ

บันเทิงเนี่ยสมมุติว่าถ้าเขาขอคิวเราตั้งแต่ 6 โมง 9 โมง ไปยัน 3 ทุ่ม มันก็หมดไปทั้งวันแล้วไง  พี่ติ๊กเคยทิ้งโอกาสดีๆ ไปครั้งนึงตอนนั้นบริษัทโซนี่มิวสิค มาให้เราเป็นศิลปินแต่เราไม่ไปเพราะเรามีงานที่เราคิดว่าดีกว่า และได้ตังค์ ตอนนั้นเขาทำ

เพลงให้เราเสร็จแล้วด้วย ที่นี้ทำไมเราพลิกมาจับธุรกิจ เพราะว่าทีนี้พอเรามองเราจะมองอะไรให้มันขาด เราไม่ทุ่มสมองไปเราไม่ทุ่มเวลากับการทำงานเราจะไปไม่ได้กว้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพอเราทำสำนักพิมพ์มันต้องทำอย่างนั้น ก็อย่างที่เห็น

ทำมา 9 ปี 10 ปีแล้ว''


''งานที่พี่ภูมิใจ ก็คือเรื่องเล่าจากคลับฟรายเดย์ ของพี่ฉอด ซึ่งพี่ฉอดไว้ใจและให้ทางสำนักพิมพ์พี่ทำ  ซึ่งต่อมาเราก็เปลี่ยนหัวมาเป็น บุ๊คโชว์ (Book show) ปัจจุบันที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานก็คือ ''เจ๊แหม่มขอเม้าท์'' ล่าสุดที่วางที่ซีเอ็ด ก็

 

คือ ''อ่านแล้วขอกอด'' ของน้องอ้อย''


''ทางเดินระหว่างตรงนั้นพี่ก็มีโอกาสไปจับธุรกิจอยู่ตัวหนึ่งไว้ก็คือเป็นธุรกิจเรื่องการดูแลเรื่องสุขภาพ การดูแลเรื่องเครื่องสำอาง แต่จะเน้นเป็นพิเศษเรื่องการชะลออายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิวหรืออวัยวะข้างใน จริงๆ มันเป็นธุรกิจขายตรง

 

แต่ว่านอกจากนั้นแล้ว พี่ติ๊กก็เปิดมาเป็นสปาแต่ไม่ฟูลออปชั่น คือดูแลเรื่องผิวหน้า ชื่อร้าน ว่า นาราเฟซแอนด์บอดี้ ตอนนี้ที่วางแพลนให้ตัวเองไว้จะทำช็อปตัวนึงซึ่งอยู่ในออนไลน์ เอาโปรดักต์ที่ผลิตเองที่ร้านออกมาเป็นซีรีส์ขาย เป็นประมาณ

อี-คอมเมิร์ส ร้านจะอยู่ที่คาร์ฟูร์สาขาร่มเกล้า เร็วๆ นี้ก็จะมีเรื่องความงามออกมาอีก''


''ไม่ได้ไม่มีงานติดต่อเข้ามานะ แต่จุดเปลี่ยนอีกอย่างน่าจะอยู่ที่ลูก พี่เป็นคนที่ติดลูกรักลูกมาก เคยทำวงดนตรีอยู่พักนึงก่อนแต่งงาน พอมีลูกก็สลายวงเลย เพราะพี่เชื่อว่าการมีลูกมันเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ให้มา พี่เคยอ่านหนังสือ ถ้า

 

คุณอยากให้ลูกมีตัวตนเป็นยังไง ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบเราต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของอีคิวที่พี่เน้นเป็นพิเศษ เพราะคนสมัยปัจจุบันอีคิวลดลง มองหน้ากันนิดนึงก็มีเรื่องแล้ว พี่จะใช้หลักให้เขาทำด้วยความเคยชิน

มันง่ายกว่าการที่จะมานั่งสั่งเขา พี่ไม่เคยบังคับลูก พยายามผสมผสานการสอนลูกให้เขาใช้เหตุผล และในขณะเดียวกัน ความเป็นซีเนียริตี้ การรู้จักสัมมาคารวะต้องมีตรงนี้เป็นเรื่องยากแต่ถ้าทำได้มันจะดีมาก''
 

 

ฝากคนรุ่นใหม่ในวงการบันเทิง ให้มีความเคารพในตัวเองและผู้อื่น จึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ในวงการบบันเทิงได้

 


''ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง สิ่งที่พี่คิดว่าสำคัญมากที่สุดคือเรื่อง ซีเนียริตี้ ซีเนียริตี้ มันรวมหมดเลย มันไม่ใช่คนที่เป็นผู้จัดละคร หรือผู้ใหญ่ พี่ถูกฝึกมาจากช่อง 3 ซึ่งพี่แฮปปี้มาก พี่โชคดีได้เคยทำงานกับดารารุ่นเก่า คุณเชื่อไหมอย่างป๋า ส. (

 

ส. อาสนจินดา) คุณเชื่อไหมว่าแม้กระทั่งบทละคร ป๋า ส.ไม่เคยข้าม คนรุ่นนั้นทำอย่างนี้ต่อเนื่องมาหลายปี เขาไม่เคยลืมความเป็นตัวตน หลายๆ คนในวงการเมื่อเวลาคุณบูมมาแล้วมักจะลืมตัวลืมที่มาของตัวเอง อันนี้พี่ไม่โทษเด็ก แต่พี่โทษสิ่ง

ต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเขา สิ่งที่พี่ได้มาเวลาพี่เจอนักข่าว มันจะออโต้ พี่จะวิ่งไปหาเขา ทั้งที่บางคนเราไม่เคยรู้จัก ผู้ใหญ่จะรู้สึกชื่นใจ''


''สิ่งที่สำคัญทั้งหมดทั้งมวลก็คือการเคารพตัวเอง การเคารพผู้อื่น การตรงต่อเวลา ทุกอย่างนี้สำคัญหมด ตัวอย่างในปัจจุบันก็อย่างพี่ ''นก-สินจัย'' พี่นกเป็นคนที่เคารพอาชีพ พี่นกไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารา  ไม่อย่างนั้นเขาไม่สามารถ

 

จะประคองให้อยู่ในวงการมากว่า 30 ปี พี่นกไม่เคยมีผู้จัดการ เด็กรุ่นใหม่อาจจะมีผู้จัดการส่วนตัว เด็กบางคนในวงการอาจจะน่ารัก แต่บางทีผู้จัดการก็เป็นคนทำให้มันเรื่องเยอะก็มี อย่างลูกพี่ตอนแสดงละครพี่ไม่ต้องปลุกเขา เขาจะตื่นเอง

ลูกพี่ไม่เคยให้ใครรอ ไปถามได้ ด.ญ. นารารัตน์  พุ่มสุโข เฌอแตมไปถึงกองถ่าย 06.30 น. ไม่เกิน 7 โมง นี่คือสิ่งที่พี่ทำให้ลูก ทำไมพี่ต้องสอนเขาให้ต้องไหว้ตั้งแต่ ช่างไฟ คนเสิร์ฟน้ำ ตากล้อง ทุกส่วนสำคัญหมดไหม บางทีคุณอาจจะรู้สึกว่า

คุณยุ่ง แต่ ณ วันนึงคุณจะรู้ พี่ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้งแต่พี่ไปในขณะที่พี่ก็มีงานนะ แต่ที่ทุกวันนี้พี่หันมาจับธุรกิจเพราะว่าความรู้สึกนึงที่มันเกิดมาคือนักแสดงอาจจะไม่มีสิทธิ์เลือก แต่พี่อยากอยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้เลือก เพราะฉะนั้นพี่จึงเลือกทำในสิ่งที่

พี่รัก ถามว่านักแสดงเป็นอาชีพที่พี่รักไหม รักครับ เพราะไม่อย่างนั้นพี่คงไม่เรียนศิลปะการละครธรรมศาสตร์ ก็อยากแค่ฝากให้นักแสดงรุ่นใหม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ให้มากๆ เพราะวันนึงคุณก็ต้องเป็นผู้ใหญ่ในวงการเมื่อนั้นคุณจะเข้าใจ''

http://www.siamdara.com/Variety/110212_0201.html

...
ความคิดเห็นที่ 2
(เจ้าของกระทู้)  [ Admin ]
TIK กิตติพันธ์ ทางม้าลาย
แสดงความคิดเห็น
หรือ