รูปประจำกลุ่ม

นิพพานคืออะไร ?

พ.ตั้งสังคมสงฆ์เพื่อเป็นสังคมในอุดมคติ

3 ผู้เข้าชม 7 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ไม่ปรากฎว่า  พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหวังให้คฤหัสถ์เป็นอยู่อย่างพระ  และก็ไม่ปรากฏว่า จะทรงมุ่งหวังให้คนมาบวชเป็นพระกันไปทั้งหมด   หลักความจริงตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยก็บอกชัดอยู่แล้วว่า  ในเวลาหนึ่งๆ  คนย่อมอยู่ในระดับการพัฒนาที่ต่างกัน  และจึงย่อมมีความต้องการที่ต่างๆกัน แม้แต่บุคคลโสดาบันส่วนใหญ่ หรือ อย่างน้อยจำนวนมากมาย  ก็ครองเรือนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน




ความคิดเห็นที่ 2
https://unlimited.l4test.com/archives/940?fbclid=IwAR1soBGfuoFMnhv1lA0CP2qsFhvv9iLMSiE6kRTTN-4Y4hjfEArllYkTLdg

https://unlimited.l4test.com/archives/940?fbclid=IwAR1soBGfuoFMnhv1lA0CP2qsFhvv9iLMSiE6kRTTN-4Y4hjfEArllYkTLdg


วัดเก่าใต้น้ำ 150 ปี โผล่กลางเขื่อนอุบลรัตน์ ในรอบ 50 ปี




ความคิดเห็นที่ 3
@ สังฆะ คือ ชุมชนของบุคคลที่เป็นอิสระ  ทั้งโดยชีวิตและด้วยจิตปัญญา


"สังฆะ"  คือ สงฆ์ เป็นชุมชนตัวอย่างของชีวิตที่พึ่งอาศัยวัตถุน้อยที่สุด หรือเป็นอิสระจากวัตถุมากที่สุด ทั้งนี้เกี่ยวพันกับเงื่อนไขทางสังคม  เพื่อฝึกพระภิกษุให้สามารถมีชีวิตเช่นนั้น  อย่างหนึ่ง   เพื่อให้พระภิกษุอุทิศเวลาและแรงงานไปในด้านกิจเกี่ยวกับธรรมได้เต็มที่  ไม่มัวห่วงกังวลกับการแสวงหาวัตถุ  อย่างหนึ่ง   เพื่อทำตัวให้ชาวบ้านเลี้ยงง่าย  ในฐานะที่เป็นผู้อาศัยการบำรุงของชาวบ้าน   ไม่ประกอบอาชีพด้วยตนเอง  อย่างหนึ่ง    และเพื่อดำรงภาวะความเป็นชุมชนอิสระ  ที่พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งระบบทางสังคมได้มากที่สุด   โดยที่การใช้แรงงานไม่เป็นไปเพื่อผลตอบแทนในทางอาชีวะ  อย่างหนึ่ง  

พระภิกษุทุกรูป  ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือ ปุถุชน ก็ดำรงชีวิตตามหลักการอาศัยวัตถุให้น้อย  อยู่เพื่อธรรมให้มาก  อย่างเดียวกัน

ไม่ปรากฎว่า  พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหวังให้คฤหัสถ์เป็นอยู่อย่างพระ  และก็ไม่ปรากฏว่า จะทรงมุ่งหวังให้คนมาบวชเป็นพระกันไปทั้งหมด   หลักความจริงตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยก็บอกชัดอยู่แล้วว่า  ในเวลาหนึ่งๆ  คนย่อมอยู่ในระดับการพัฒนาที่ต่างกัน  และจึงย่อมมีความต้องการที่ต่างๆกัน แม้แต่บุคคลโสดาบันส่วนใหญ่ หรือ อย่างน้อยจำนวนมากมาย  ก็ครองเรือนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน
แก้ไขเมื่อ 04-02-2020 18:57:17
ความคิดเห็นที่ 4
สารัตถะของหลักการนี้  น่าจะได้แก่   การให้มีชุมชนอิสระ  ซ้อนอยู่ในสังคมใหญ่   เพื่อเป็นแรงดุลทางธรรม หล่อเลี้ยงธรรมแก่สังคม  และเป็นแหล่งอำนวยความหลุดพ้นจากปัจจัยครอบงำของสังคมในเวลานั้นๆ  แก่ผู้ต้องการ และพร้อมที่จะพ้นออกไป
ชุมชนนี้   มีทั้งชุมชนรูปแบบ  และชุมชนนามธรรม
@ชุมชนอิสระโดยรูปแบบ  ได้แก่  ภิกษุสงฆ์  หรือ ที่บางทีเรียกว่า  สมมติสงฆ์  อันแทรงซ้อนและลอยตัวอยู่  ท่ามกลางสังคมใหญ่ของคฤหัสถ์
@ชุมชนอิสระโดยนามธรรม   ได้แก่  สาวกสงฆ์  หรือ ที่บางทีเรียกว่า  อริยสงฆ์  อันประกอบด้วยอริยชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต  ที่แทรกซ้อนและลอยตัวอยู่   ท่ามกลางสังคมใหญ่ของมวลปุถุชน


สารัตถ์นี้   เท่ากับบอกว่า   สังคมอุดมคติ   มิใช่สังคมที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นอย่างเดียวกัน  และสังคมเช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่สังคมอุดมคติ  เป็นสังคมที่มนุษย์ผู้มีพัฒนาการทางจิตปัญญา  แม้จะแตกต่างกัน   แต่ก็กำลังก้าวหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน  และแม้จะแตกต่างกัน  แต่ก็อยู่อย่างกลมกลืนกัน   กับทั้งเป็นสังคมที่มนุษย์มีทางเลือกออกไปอย่างดีงาม   ในเมื่อไม่ต้องการอยู่ในสังคมใหญ่นั้น   (แม้แต่ในยุคพระศรีอารีย์ ที่ว่าคนเหมือนกันทุกอย่าง  ก็ยังมีภิกษุสงฆ์เป็นชุมชนอิสระโดยรูปแบบเช่นเดียวกัน) 
ความคิดเห็นที่ 5
กล่าวเฉพาะสังฆะของภิกษุสงฆ์  ในแง่ของความเป็นอิสระทางวัตถุ   การที่จะมีและดำรงรักษาความเป็นอิสระเช่นนั้นไว้ได้  โดยพื้นฐาน  ก็อยู่ที่การมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาวัตถุน้อย  ซึ่งต้องพ่วงมากับคุณธรรรมในจิตใจ  ที่จะให้อยู่ได้อย่างดีในวิถีชีวิตอย่างนั้น   โดยเฉพาะข้อสำคัญที่แสดงออกมาในความเป็นอยู่  คือ  ความสันโดษ  ดังนั้น   สันโดษ  จึงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำสำหรับพระภิกษุ  หรือ บรรพชิตทั้งหมด


พร้อมกับความสันโดษด้านวัตถุ  ที่ทำให้เป็นอยู่ง่าย  มีความสุขได้ด้วยอาศัยวัตถุน้อยนั้น  พระภิกษุเมื่อไม่ต้องใช้เวลา  เรี่ยวแรง และความคิดไปกับเรื่องวัตถุ ก็นำเวลา   เรี่ยวแรง  และความคิดไปทุ่มเทให้กับความเพียรพยายามในการปฏฺบัติเพื่อความเป็นอิสระทางจิตปัญญาได้เต็มที่    ดังที่ได้เป็นหลักธรรมสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า   อริยวงศ์  ๔  ประการ



ความคิดเห็นที่ 6
สันโดษ    ความยินดี,  ความพอใจ,   ยินดีด้วยปัจจัย ๔  คือ  ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหาร ที่นอน  ที่นั่ง  และยา  ตามมีตามได้, ยินดีในของของตน,  การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน   ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร,  
สันโดษ ๓  คือ   ๑.ยถาลาภสันโดษ   ยินดีตามที่ได้ คือ  ได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน  ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น   ไม่เดือดร้อนเพราะของที่ไม่ได้   ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น  ไม่ริษยาเขา
 
๒.  ยถาพลสันโดษ      ยินดีตามกำลัง   คือพอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและขอบเขตการใช้สอยของตน  ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดาย  ไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า  หรืองฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน
 
๓.ยถาสารุปปสันโดษ      ยินดีตามสมควร   คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ  ฐานะ  แนวทางชีวิต  และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน   เช่น   ภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณภาวะหรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะกับตนแต่จะมีประโยชน์แก่ผู้อื่น  ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น 
 
สันโดษ    นี้  เป็นไปในปัจจัย    แต่ละอย่าง   จึงรวมเรียกว่า   สันโดษ  ๑๒
แก้ไขเมื่อ 04-02-2020 19:31:49
ความคิดเห็นที่ 7
ขอกล่าวรวบรัดว่า พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาวัตถุน้อยนั้น  ไม่ได้ประกอบศิลปวิทยาเลี้ยงชีพ และโดยอาศัยวิถีทางที่โบราณประเพณีปิดไว้   ก็เป็นอยู่ด้วยปัจจัยสี่ที่ชาวบ้านแบ่งปันให้   แต่พร้อมกันนั้น   ก็ถือว่า ไม่มีสิทธิเรียกร้องเลือกอาหารหรือปัจจัยยังชีพทั้งหลาย  ควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย  มักน้อย สันโดษ  โดยดำเนินตามหลัก  อริยวงศ์  ๔ ประการ  ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้  คือ   


๑)ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้   เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร  ตามมีตามได้, เป็นผู้มีปกติสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้  ไม่ประกอบอเนสนา  เพราะเห็นแก่จีวร
เมื่อไม่ได้จีวร ก็ไม่กระวนกระวาย   เมื่อได้จีวร  ก็ไม่ติด ไม่สยบ  ไม่หมกมุ่น  ย่อมใช้สอยอยู่รู้ทันเห็นโทษ   มีปัญญาสลัดตัวออกได้   และทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น  ด้วยความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น
ภิกษุใดชาญฉลาด ไม่เกียจคร้าน  มีสัมปชัญญะ  มีสติมั่น  ในจีวรสันโดษนั้น  ภิกษุนี้  เรียกว่า  เป็นผู้สถิตในอริยวงศ์   อันเป็นของเก่า มีมาแต่ดั้งเดิม


๒)อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยบิณฑบาต   ตามมีตามได้  ฯลฯ


๓)อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะ  ตามมีตามได้  ฯลฯ


๔) อีกประการหนึ่ง   ภิกษุเป็นผู้มีการเจริญกุศลธรรมเป็นที่รื่นรมย์  ชื่นชมยินดีในการเจริญกุศลธรรม  มีการละอกุศลธรรมเป็นที่รื่นรมย์  ชื่นชมยินดีในการละอกุศลธรรม


อีกทั้งเธอไม่ยกตน  ไม่ข่มผู้อื่น  ด้วยความเป็นผู้มีการเจริญกุศลธรรมเป็นที่รื่นรมย์  ด้วยความชื่นชมยินดีในการเจริญกุศลธรรม   ด้วยความเป็นผู้มีการละอกุศลธรรมเป็นที่รื่นรมย์  ด้วยความชื่นชมยินดีในการละอกุศลธรรมนั้น


ภิกษุใดชาญฉลาด  ไม่เกียจคร้าน  มีสัมปชัญญะ  มีสติมั่น  ในภาวนา  (การเจริญกุศลธรรม)  และ ปหานะ  (การละอกุศลธรรม)  นั้น    ภิกษุนี้  เรียกว่า  เป็นผู้สถิตในอริยวงศ์  อันเป็นของเก่า  มีมาแต่ดั้งเดิม...*


(* องฺ.จตุกฺก.21/28/35  (ข้อความที่ละไว้ พึงเทียบตามข้อ ๑)  มีคล้ายกันที่ ที.ปา.11/237/236; ขุ.จู 30/691/346)

แสดงความคิดเห็น
หรือ